[CUSE] ใช้ EndNote X8 จัดการรายการอ้างอิง

หลังจากได้ติดตั้ง EndNote ไปแล้ว ขั้นตอนถัดมา ลุย!!!! จัดการรายการอ้างอิงกันครับ

  • ก่อนที่เก็บรายการอ้างอิง ต้องมี Library ไว้จัดเก็บผลงานก่อนครับ โดยมีขั้นตอนการสร้าง Library ดังนี้

สร้าง Library กันก่อนครับ

  • เข้าไปที่เมนู File >> New สร้าง Library ก่อนครับ
  • ตั้งชื่อ และเลือกที่จัดเก็บครับ

    • ขอผมเลือกเก็บไว้ Drive D: กันเหนียว เผื่อคอมพังครับ อย่างผมตั้งชื่อ  CUThesis.enl  ครับ
  • จากนั้นก็จะได้ Library มาแล้วครับ คราวหน้าเวลาจะไปเปิดเครื่องอื่น เอาไฟล์  .enl  ไปใช้ได้เลยครับ

ลองเก็บ Reference – ทำได้ 2 วิธี ได้แก่ นำเข้าแบบ Manual และนำเข้าจากรายการอ้างอิงอื่นๆ เช่น Textfile

  • วิธีแรก – นำเข้าแบบ Manual
    • เมนู Reference >> New Reference
    • เลือกเมนูชนิดของสื่อ (Reference Type) อย่างตอนนี้ผมเลือกแบบ Web Page ครับ
    • กรอกข้อมูลที่จำเป็นให้ครบครับ
    • จากนั้นเลือกเมนู File >> Close Reference ครับ
    • เมื่อมาที่หน้าจอ เราเห็นว่ามันมี แถบ Preview ด้านขวามือด้วย ถ้าสนใจ Output Format แบบอื่นๆ สามารถเลือกได้เลยครับ อย่างในตอนนี้ผมเลือกเป็นแบบ Numbered ครับ
  • วิธีสอง – นำเข้าจากรายการอ้างอิงอื่นๆ เช่น Textfile (ที่มีการจัดรูปแบบไว้)

 

Reference ของ Chula มีหลายลิงค์เลย ผมก็แปะทุกลิงค์ครับ

 

 

 

[BPMN] สรุป Step การพัฒนา BPMN Application ด้วย Camunda BPMN Engine

หลังจากได้ลอง BPMN Engine ตัว Activiti ไป ช่วงมกราคม และลองตัว jBPM ไป แต่ไม่ค่อย Work เท่าไหร่ คราวนี้มาถึงคิวของ Camunda  บ้างแล้วครับ

Camunda BPMN Engine คือ อะไร

  • เป็น BPMN Engine ที่แตกสาย (Fork มาจาก Project ของ Activiti เพื่อเน้นการพัฒนาส่วนของ Engine เอาไปใช้พัฒนา Application ได้ง่ายขึ้น และเพิ่มมาตรฐานใหม่อย่าง DMN และ CMMN ทางที่ OMG (Object Management Group) ได้ประกาศขึ้นมา และนำมาใช้เพื่อลดความซับซ้อนของ BPMN ครับ

ขั้นตอนการพัฒนา BPMN Application บน Camunda

  • สร้างแบบจำลอง BPMN ก่อนครับ โดยทาง Camunda ได้เตรียมตัว Camunda Modeler ไว้ให้ครับ
  • ลงมือทำแบบจำลองครับ อันนี้เป็นแบบจำลองของ https://fundamentals-of-bpm.org ที่ถูกอ้างอิงใน Paper หลายๆอันครับ
  • นำแบบจำลองมาสร้างเป็นเว็บแอปพลิเคชันต่อครับ โดยผมใช้ Eclipse เพื่อบิ้วไฟล์ .war สำหรับไป Deploy ครับ
    • ถ้าใครไม่รู้โครงสร้างของ Project ไม่เป็นได้ครับ ใช้ Maven Project Templates (Archetypes) ได้เลยครับ
    • จากนั้นวางไฟล์ .BPMN ไว้ที่ Folder Resource ครับ
    • ถ้ามีทำ Custom UI ก็วางไฟล์ UI ไว้ใน Folder WebApp ครับ
  • จากนั้นใช้คำสั่ง  maven -install  เพื่อบิ้วตัว .war ขึ้นมาครับ

ติดตั้งแบบจำลอง

  • download Camunda BPMN Engine มาจากนั้นแตกไฟล์ Zip start-camunda.bat จากนั้นเรียกไฟล์ (Windows) เพื่อ Start Server ซึ่งเมื่อ Start เรียบร้อยแล้ว มันพาไปหน้าจอ Welcome ซึ่งมี 3 Module หลังที่ต้องสนใจครับ
    • Cockpit – เอาไว้ Monitoring จัดการกับ Process
    • Task – เอาไว้สำหรับให้ User แต่ละ Role เข้ามาใช้งาน เพื่อเดินกระบวนการ ทางหน้าที่ของแต่ละ User
    • Admin – เอาไว้จัดการสิทธิ์ทั้งหลาย
  • ถ้าเข้ามาใน Cockpit ด้วย username  demo  password  demo  พบว่ามี sample process deploy รอไว้แล้วครับ ต่่อไปเรา Deploy Process อันใหม่ที่ทำ เพิ่มครับ
  • นำไฟล์ .war ที่ได้ เข้าไปวางในโพลเดอร์  <<SERVER-PATH>>\camunda-bpm-enigne\server\apache-tomcat-x.x.xx\webapps จากนั้นรอตัว Tomcat มัน Deploy Process ครับ โดยมีข้อความแจ้งผล ดังรูป
  • ลองไปดูใน Cockpit มี Process ที่ Deploy ทั้งหมด 3 ตัวครับ

ทดสอบใช้งานครับ

  • Start Process ให้ทำงานก่อนครับ โดยเข้าไปที่ Camunda-Task จากนั้น Start Process
  • เลือก Process ที่ได้เพิ่ง Deploy ไปเลยครับ
  • ระบบขึ้น Form ให้กรอก ดังรูป
  • สำหรับการทดสอบมี 6 กรณีทดสอบ
    • กรณี Happy Flow
    • กรณี ผู้ใช้กรอกข้อมูลไม่ครบ จนกลับมาที่ Task “Update Loan Application”
    • กรณี เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ(Loan Officer) ตรวจที่ Task “Assess eligibility” แล้วคุณสมบัติไม่ตรง
    • กรณี ผู้ใช้กรอกข้อมูลไม่ครบ จนกลับมาที่ Task “Update Loan Application” แล้วค้างที่ Task นั้น 5 วัน ระบบต้อง Reject ทิ้ง
    • กรณี เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ(Loan Officer) ตรวจที่ Task “Verify repayment agreement” แล้วค้างที่ Task นั้น 14 วัน ระบบต้อง Reject ทิ้ง

Note

  • ถ้าใช้ Form ของ Camunda ระวังพวก Date Type “Date” ที่ต้องเป็น ISO 8601 ไม่งั้นมัน Render Form ไม่ขึ้น

Reference

[C#] ให้ Log4net เขียน Log แยกตาม Process Id ของ Application

Ref https://pixabay.com/th/การวิเคราะห์-ข้อมูล-นวัตกรรม-3088958/

จาก Blog ตอนก่อนของ Site ได้ Deploy ตัว .Net App ไว้ที่ Windows Server ไว้ที่ Drive C: แล้วให้ User Remote เข้ามาใช้งานครับ แต่พอเวลามีปัญหามันดัน Write Log ไม่ได้ครับ เพราะ Application ทุกตัวที่ที่รันขึ้นมา ดันเขียน Log ลงไปที่ Path และไฟล์ชื่อเดียวกันครับ ทำให้ User สามารถเปิดโปรแกรมใช้งานได้แค่ 1 Instance เท่านั้นครับ เมื่อทาง Dev ต้องการหาสาเหตุของ Defect บางข้อครับ แต่เรื่องนี้มันก็ขัดใจสำหรับ User มากๆ ที่ไม่สามารทำงานได้ครับ

สำหรับทางแก้ – ใช้ Log4Net มันเขียน Log File ตาม Process Id ของ exe ที่เปิดอยู่ครับ โดยสามารถไปแก้ที่ตัว Appender ได้ ดังนี้

  • ของเดิม – ที่ RollingLogFileAppender เขียน Log โดยระบุชื่อไฟ์ไปตรงๆเลยครับ
  • ของใหม่ – มีการปรับที่ RollingLogFileAppender ให้ Log มันเข่ียนแยกตามไฟล์ โดยใช้ Log4Net Pattern String ครับ ซึ่งมีการกำหนด Pattern จาก Process Id ของ exe ที่ เปิดอยู่ในหน้าจอ Task Manager ครับ โดยดึง Process Id จาก Config [%processid] ส่วนวันที่อันนี้ผมเพิ่มเองครับ จะได้ดู Log ง่ายๆ โดยกำหนด Config ดังนี้ %utcdate{yyyy-MM-dd}

สำหรับตัว Appender เต็มๆครับ

โดยการเดิม  [%processid]  ลงไปใน value ที่กำหนด Path และชื่อไฟล์ ในส่วนของ PatternString

ตัวอย่างชื่อของ Log File ที่ได้มาครับ

  • EXTENSION_LOG-2018-04-16-[4588] โดยเป็น Log ของ Application Extension ณ วันที่ 2018-04-16 และมี Process Id = 4588

จะคุยกับลูกค้าแล้ว เราตกลงกันภายในแล้ว หรือยัง ?

สำหรับ Blog ตอนนี้ เป็น Blog ที่บ่นถึงปัญหาที่มักพบเจอในองค์กรที่รับพัฒนาซอฟต์แวร์ และก่อให้เกิดปัญหาจนเรียกว่า End Phase

ปัญหาที่ 1 : ก่อนเริ่มต้นโครงการ ตกลงกันภายในแล้ว หรือยัง ?

  • ตัวละครที่เกี่ยวข้อง – ทุกฝ่ายที่ช่วยให้ลูกค้า ตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการจากเรา
  • จุดประเด็น
    • อย่าแถ ถ้าไม่รู้จริง หรือตกลงกันก่อน เคสนี้ผมโดนมากับตัวเลยครับ 555 ก่อนที่ทีม Technical เข้าไปคุยกับลูกค้า ฝ่ายที่ต้องไปคุยก่อน คือ ทีม Marketing / Business คุยก็ลูกค้าอย่างไร ไม่รู้ เนื้องานงอกเฉย พอทีม Technical เข้าไปคุยต่อฉันตอบไปคนละทางกับทีมแรก แต่สิ่งที่ลูกค้ารู้ Fact แรกที่ได้รับมัน คือ ความจริง
    • เรื่องของเวลา อย่ามั่ว ถ้าอยากได้โครงการ เพราะ บางครั้งการบีบเวลาที่มากจนเกินไป งานเสร็จจริง แต่คุณภาพโหลยโถ่ย แถมทีมงานลาออก สิ่งที่ทีม PM และ Marketing ควรทำ คือ หาจุดที่เหมาะสมของเวลา ไม่ใช่ทำได้เสมอ เพราะในมุมมองของฝั่ง Technical พวกคุณ ไม่ได้ทำงานดึกข้ามคืนด้วยกันนะ และทุกคนมีแผนการจัดการเวลาของตัวเอง

ปัญหาที่ 2 : ทำอะไร ควรมีหลักฐาน !!!

  • ตัวละครที่เกี่ยวข้อง – ทุกทีมที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบในมุมเชิงเทคนิค / เชิงธุรกิจ และเชิงการจัดการ
  • จุดประเด็น
    • การเก็บ Requirement ไม่ใช่หน้าที่ของทีม Marketing การประเมินขอบเขต และราคา ควรเอาทุกฝ่ายช่วยกัน อย่างโปรเจคล่าลุดที่ผมเจอ Marketing จัดการทุกอย่างทั้ง Scope / Time และ Cost แถมดันไปเขียนสัญญาปลายเปิด ทีม Technical ที่ทำ ซวยสิครับ ทุกทีมออกไปหมดแล้ว เหลือทีม Technical มาตามเช็ด ตามล้าง นี่แหละ คือ End Phase งานที่ไม่สามารถทำเสร็จได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ของโครงการ
    • คุยกับลูกค้าที่น่ารักแล้ว หรือยัง แม้ว่าจะมีเอกสาร อย่าง Software Requirement Specification(SRS) แต่เคยจี้ให้ลูกค้าที่น่ารักอ่านกัน หรือยัง !! บอกหรือยังว่ามัน คือ ขอบเขตที่ทำ ผมเคยเจอคำพูดนึงที่เจ็บจิ๊ดมากกก SRS มันเป็นแค่เอกสารบอกโครงหยาบๆ ที่ทำงาน ผมเลยสวนกลับไปว่า งั้นผมประเมินราราคาหยาบๆ แบบเผื่อๆ ให้พี่ได้ไหม ในเมื่อพี่ก็อยากได้ระบบอยู่แล้ว หัวร้อนเลยทีเดียว ทำไปแก้ไป
    • ช่วง UAT != ช่วงเก็บ Requirement เป็นหลายที่มากๆ ที่ลูกค้ามองว่าช่วง UAT คือ ช่วงการเก็บ Requirement ใหม่ จากระบบที่พัฒนาจนเสร็จ จริงได้คำว่าเก็บ ผมมองว่ามันใช้คำผิดนะ พอใช้คำว่าเก็บ ลูกค้ามองว่ามันคงทำได้ง่าย แค่หยิบมันมา แต่สิ่งที่ทีมพัฒนาหยิบ มันจับต้องได้ไม่ได้

ปัญหาที่ 3 : ตกลงกันแล้ว ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน แล้ว หรือยัง ?

  • ตัวละครที่เกี่ยวข้อง – ทุกทีม
  • จุดประเด็น
    • จากบทสนทนานี้ จงวิเคราะห์
      • เดี๋ยวทีม Technical เข้ามาดูต่อให้ค่ะ จากคำกล่าวของทีม Marketing เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า
      • ลูกค้า : คุณช่วยดูสิ่งที่ผมแจ้งกับทีม Marketing
      • ทีม Technical : (คิดในใจ เรื่องอะไร !!!!) แล้วตอบ กำลังวิเคราะห์อยู่ครับ
      • ลูกค้า : ก็ Marketing บอกทำ POC สัปดาห์หน้าไป คุณเตรียม Demo ของระบบยัง (ทำไมมันเลื่อนเร็วขึ้น แถมเป็นคนละเรื่องอีก)
      • ทีม Technical : (…… ถาม Marketing หน้าที่ผมช่ายไหม Marketing ตอบสั้นๆ ว่าช่าย หัวร้อนกันเลยทีเดียว) อ๋อๆ ขอ Setup ระบบแปบนึงครับ

สำหรับ Blog นี้ ผมคงเน้นปัญหาที่สำคัญ คือ การสื่อสาร ทำความเข้าใจ และสร้างข้อตกลง ไม่งั้นก็จะเกิดเป็นปัญหา อย่างที่ผมเผชิญอยู่กับตัวรายงาน Data Set ที่ต้องส่ง BOT ไปๆมาๆ เหลือคนดูแล คือ ผมคนเดียว และทีมอื่นๆ หายไปหมด …… สุดท้ายพอแบบมีปัญหาอะไรไป ก็ได้แค่บ่น หรือเขียน Spec แบบจิ๊กกัดได้เท่านั้น T_____T

ใจเขา ใจเรา ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดแล้ว หรือยัง !!!

[DB2] มาดูขนาดของ Table และ Database กันครับ

สุขสันต์วันสงกรานต์นะครับ วันที่ชาวไอทีหลายคนอาจจะยังต้องทำงานอยู่รวมทั้งผมด้วย 5555 หลังจากแก้เคสด่วนของรายงานแบงค์ชาติ LQ1 ไป คราวนี้ลองมาแอบส่อง Database บ้าง จากกันไปปีกว่าๆ แต่ทำไมชนาดที่ Backup มันดูใหญ่โตจัง 5555 โดยผมได้เขียน Query ดังนี้ครับ

Query ที่เขียนขึ้นครับ

สำหรับ Query นี้หลังๆ ดึงจาก Table  SYSIBMADM.ADMINTABINFO ครับ โดยเอาค่าของเนื่อข้อมูล(  DATA_OBJECT_P_SIZE ) + ขนาด Index(  INDEX_OBJECT_P_SIZE ) + ขนาดของ Long Object ( LONG_OBJECT_P_SIZE) + ขนาดของ Stream (LOB) ( LOB_OBJECT_P_SIZE ) และ ขนาดของ XML( XML_OBJECT_P_SIZE) โดยที่ _P (Physical) ถ้าไปดู Schema ดีๆมี _L ที่หมายถึง Logical ด้วยครับ

ผลลัพธ์ที่ได้

ที่นี้เอาเราข้อมูลมาวิเคราห์ และสร้างกราฟนำเสนอให้ผู้บริหารต่อไปได้ครับ หรือจะเอาไปวิเคราะห์ทำเป็น MA ต่อไปครับ หากใช้ Database Microsoft SQL Server สามารถดูได้จาก Blog ตอนต่อไปครับ

Reference

[CR] Jones Salad Steak เพื่อสุขภาพ

ร้าน Jones Salad ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ หลายคนคงคิดว่า มันคงมีแต่ ผัก ผัก และก็ผัก !!!! แต่ในวันนี้ ผมมานำเสนอเมนูสเต็ก สำหรับสายสุขภาพกันนะครับ โดยทางร้านมีนำเสนอมา 3 เมนูด้วยกันครับ

  • เมนูแรก: สเต็กหมูพอร์คช๊อป ราคา 275 บาท

    This slideshow requires JavaScript.

  • เมนูสอง: สเต็กอกไก่แคริบเบียน ราคา 169 บาท

    This slideshow requires JavaScript.

  • เมนูสาม: สเต็กอกไก่ อ่าวไทย ราคา 169 บาท

    This slideshow requires JavaScript.

หมายเหตุ

  • 3 เมนูนี้ต้องรับประทานที่ร้านนะครับ
  • การ Review เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองนะครับ

 

[Design Pattern] Strategy Pattern in Depth

วันนี้ Blog นี้มาเน้นทางสาย Pattern กันเยอะ เชื่อว่าหลายๆคน Copy & Paste Development มาใช้งาน แต่ก็ไม่รู้ว่า มัน คือ อะไรครับ โดย Pattern ที่ผมมาเขียนลง Blog ในวันนี้ คือ Strategy Pattern ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ผมเอามาจากของ Head First นะครับ ตัวอย่างมันอธิบายได้ง่ายดีครับ

ทำไมต้องใช้ Strategy

  • ทุกปัญหามันไม่สามารถแก้ไขด้วยกับใช้เทคนิคเดิมของ OOP – Inheritance ได้ไง ? ตัวอย่าง เช่น นายเจมส์ได้รับหน้าที่ในการสร้าง Class ของ Duck (เป็ด)  โดยที่เป็ดแต่ละชนิดมีพฤติกรรมที่แตกต่างกับครับ โดยที่เรา Design ไว้ให้ใช้มีพฤติกรรมที่ Class แม่ แล้วให้ Class ลูกสืบทอด(Inheritance) ไปใช้ครับ
  • ซึ่งพอมีชนิดของเป็ดที่หลากหลายขึ้น ดันเกิดข้อขัดแย้งต้องมา Override แก้ไขพฤติกรรมมันซะงั้น จริงๆ มันควรทำอย่างนั้นเหรอ (ลูกดื้อ เปลี่ยนพฤติกรรมของแม่)
  • ในเมื่อ Inheritance (IS-A) มันไม่ Work ต้องเปลี่ยนมาเป็นการประกอบร่าง composition (HAS-A)

เมื่อไหร่ควรจะใช้

  • เมื่อต้องการเพิ่ม Maintainability – เลือกประกอบสิ่งที่สนใจได้ ตอน Runtime เช่น MullarDuck ตอนอายุน้อยกว่า 14 วัน ยังบินไม่ไม่ได้นะ แต่ถ้ามากกว่านั้น เราสามารถ Set ความสามารถบิน (FlyWithWings) เพิ่มเข้าไปได้
  • งานชิ้นเดียวกัน แต่มีวิธีการคิด (Algorithm/Behavior) ที่หลากหลาย เช่น
    • การจ่ายค่าโดยสารรถเมล์ ซึ่งแต่ละรุ่นมีวิธีคิดที่แแตกต่างกัน
    • การเดินหมากรุก ซึ่งหมากแต่ละตัวตอนเดิน กับการถูกกิน มันมีกฏที่แตกต่างกันไป
  • Keyword
    • Interface – เป็นสัญญาว่า เรารู้จักกันนะ
    • Delegation – สั่งงาน ใครคนอื่นททำต่อ เช่น
      • เดิม – Duck จัดการวิธีการบินเองหมด
      • ใหม่ – เพิ่มความสามารถ จาก Class FlyWithWings แล้วสั่งให้ Class FlyWithWings ไปจัดการต่อ

Pattern มันเป็นอย่างไร – Class Diagram

  • Duck เป็นผู้สั่งการ แต่ไม่ได้สั่งผ่าน Class โดยตรงนะ แต่ Duck รู้จักกันผ่าน Interface ตามเส้นสีแดงใน Class Diagram เลย
  • จาก Class Diagram แต่ละชิ้นคล้ายเป็นส่วนประกอบ (composition) ขึ้นมาแทน

มุมมองตอน Runtime – Object Diagram

  • Mallard Duck
  • Rubber Duck

มุมมองลำดับการทำงาน – Sequence Diagram

  • สร้างผ่าน Constructor มาดู Code เทียบกับ Sequence Diagram ไปกันเลย

  • Client มา Set พฤติกรรมลงไปเอง มาลุยกันครับ

  • ตอนลองสั่งให้บิน โดยแสดงให้เห็นถึง Delegation ถ้าสาย Dev ดู Code ดีกว่าครับ

[Maven] แปลง Java Project ธรรมดาให้กลายเป็น Maven Project

พอดีได้ทำ Project เก่าที่เป็น Java แต่ยังไม่มี Maven ถ้าจะรื้อมันใหม่ควรทำให้มันถูกตามตามครรลองคลองธรรม  อย่าไป Add ไฟล์ .jar เองครับ ยกให้เป็นหน้าที่ของคุณ pom (pom.xml) ช่วยจัดการดีกว่าครับ โดยสิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องแปลง Java Project ธรรมดา ให้มันเป็น Maven Project โดยมีขั้นตอน ดังนี้

Step 1 : เตรียมตัว

  • Java Project ที่ต้องการแปลง
  • Eclipse ที่ลง Plug-in ชื่อ M2Eclipse ให้เรียบร้อยครับ

Step 2 : แปลงร่าง

  • คลิกขวากที่ Java Project >> Configure >> Convert to Maven Project
  • มันขึ้นหน้าจอ Create New POM ดังรูป

    • Group Id: ระบบ Default ให้ โดยส่วนใหญ่ตั้งจาก Package
    • Artifact Id: ระบบ Default ให้ โดยส่วนใหญ่ตั้งจาก Package
    • Version: บอกหมายเลขรุ่นของ Artifact
    • Packaging: ท้ายที่สุด Project ที่ทำจะได้ Product เป็นอะไร .jar(เหมือน Dll), .war(สำหรับ Deploy) หรือ pom(เป็นแค่ XML Config)
    • Name: ชือตาม Requirement (เอาให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจ)
    • Description: ชือตาม Requirement (เอาให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจ)
  • หลังจากตั้งค่าอะไรแสดงแล้วในหน้าจอ Create New POM แล้วกด Finish
  • โดยหลังจากทำเสร็จ สิ่งที่ได้ไฟล์ pom.xml ดังรูป
  • พอมีไฟล์นี้แล้ว เราสามารถใช้คำสั่งของ Maven ได้ ดังรูป

[CUSE] Install EndNote X8

End Note คือ อะไร

  • โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดเก็บรายการทางบรรณานุกรม หรือรายการอ้างอิงที่สืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

Download ที่ไหน

ขอ Key อย่างไร (เฉพาะของ Chula)

  • เข้าที่ http://www.car.chula.ac.th/endnote.php
  • เลือก “Request for Password”
  • ใช้ Username และ Password ที่ใช้ Login E-mail ของจุฬา Login เข้าไป
  • เลือกข้อมูล OS
  • รอรับ Key ได้ที่ Chula Mail ได้เลย

ขั้นตอนการติดตั้ง

  • คำแนะนำ บอก Feature และกด Next
  • ใส่ Key หรือถ้าไม่มีลงแบบ Trial และกด Next
  • ใส่ชื่อ และองค์กร และกด Next
  • อ่าน Read me และกด Next
  • เลือก Accept และกด Next
  • เลือกรูปแบบการลงแบบ Custom เพื่อเลี่ยงปัญหา ค้างที่ช่วง “Installing Exporter Helper”
  • เลือก Path สำหรับติดตั้ง
  • เลือก Feature ที่ลงครับ โดยไม่ต้องเลือก  “Installing Exporter Helper”
  • กด Next จากน้้นรอให้มันติดตั้งไปเรื่อยๆจนเสร็จ

ตรวจสอบ

  • เปิดโปรแกรม End Note X8 จาก Start Menu ได้ (อย่างของผมมันมีแจ้ง Update แต่ผมเพิ่งได้ติดตั้งเลยตัดสินใจลองเสี่ยงดูครับ 555)
  • เข้า MS Word แล้วมี Ribbon ของ End Note X8 แสดงขึ้น

ปัญหาที่พบ

  • Previous Version Found

    • สาเหตุ – มีตัวติดตั้งของเวอรชันเก่าคงค้างอยู่
    • การแก้ไข – ฺBackup จากนั้นตัดสินใจว่าจะลงทับ หรือใช้ตัว Backup ของ End Note จัดการ
  • File In Use

    • สาเหตุ – เนื่องจากโปรแกรมพวก Microsoft Office หรือ Open Office เปิดอยู่
    • การแก้ไข – ปิด Microsoft Office หรือ Open Office หรือ Kill Process ทิ้ง
  • ค้างที่หน้าจอ Installing Exporter Helper ระหว่างลงโปรแกรม

    • สาเหตุ – ตัวติดตั้งไม่สมบูรณ์
    • การแก้ไข – ตอนลงให้ข้ามการลง “Installing Exporter Helper” หรือ Download ตัวติดตั้งใหม่

Reference

[WIN10] โชว์เมนู Hibernate ตอนปิดเครื่อง

หลังจากใช้ Notebook ใหม่มาสักพักจนมันไม่ใหม่แล้ว เออแล้ว Menu Hibernate มันหายไปไหนว่า ทั้งๆที่ตัว Windows มันสร้างไฟล์สำหรับเก็บข้อมูลของการ Hibernate ไว้เกือบ 10 GB

วันนี้เลยลองคุ้ยๆดูว่าเมนูมันถูกซ่อนไว้ที่ไหนครับ โดยวิธีการเปิด Menu ลับนี้ สามารถทำได้ ดังนี้

  • กดคีย์ลัด WIN+Q จากนั้นพิมพ์หาคำว่า Control Panel แล้วกดเปิดหน้าจอ
  • เลือก Power Options
  • มาดูเมนูทางซ้ายมือครับ ลองหาคำว่า “Choose what the power button do” เมื่อเข้ามาถึงพบ Option การแสดงเมนู Hibernate ครับ ติ๊กเลือก แล้วกด OK ครับ
  • พอกลับไปที่ Start Menu เวลาปิดเครื่อง Menu Hibernate กลับมาแล้วครับ