[ENDNOTE] กำหนด Filter ที่ใช้สำหรับ Import Reference (Import Filters)

หลังจากปฏิเสธการจัดการ Reference ด้วย EndNote มานาน มันถึงวันที่ต้องใช้แล้วแหละ แต่จะพิมพ์เข้าไปในโปรแกรมเองมันจะดูถึกเกินไปครับ มาลองหา Reference ตามแหล่งสืบค้นต่างๆ แล้ว Import เข้ามาดีกว่าครับ มาลองกันครับ

  • มาลุยกันดีกว่าผลลองค้นงานวิจัย “Mutation Operator in BPMN Model” ครับ
  • มากดที่ปุ่ม Cite ครับ มันมี Format ของแต่ละโปรแกรมออกมาครับ ตอนนี้ผมจะเลือก EndNote ครับ
  • มาดูเนื้อหาที่เราได้มาครับ มันเป็น Format Import อะไรสักอย่างครับ
  • ถ้าไปดูลิงค์ข้างตรง Cite มันมีขึ้นมา View on ACM ครับ โดย ACM วารสารทางด้านคอมพิวเตอร์ครับ จะออกไปสายงานวิจัยหน่อย
  • ตอนนี้รู้แล้วว่าเนื้อหา มันเป็น Format ของ ACM ครับ  ปัญหาแล้ว EndNote รู้จัก ACM ไหม คำตอบ คือ EndNote รู้จักครับ แต่ต้องเพิ่ม Filter ให้มันก่อนครับ
  • Download Filter ได้ครับ จาก Paper อันนี้ ผมค้นหาของ ACM ครับ
  • โดยได้ไฟล์  ACM Digital Library.enf  ติดตั้งโดยการ Double-Click เลยครับ
  • ตรวจสอบก่อนว่าติดตั้งแล้วครับ โดยไปดูจากเมนู Edit >> Import Filters >> Open Filter Manager
  • ถ้ามี Filters แล้ว จะเห็น ACM Digital Library ครับ
  • ลุยย Import เลยครับ โดยนำ Cite ที่ได้ Save เป็นไฟล์ .txt ครับ จากนั้น Import โดยมีขั้นตอนตามรูปเลยครับ สังเกตุว่าตรง Import Options ผมเลือก ACM Digital Library ครับ

[ENDNOTE] ติดตั้ง Style ของ IEEE

ทำไมต้องลง Style หละ

  • ช่วยให้ Output ของแหล่องอ้างอิงมีความสอดคล้องกันทุกจุดครับ โดย End Note ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเป็น Master Data ไว้ ถ้าจะ Export แบบไหน ก็ Import Style เข้ามาติดตั้งครับ สำหรับผมใช้ตัว IEEE Style ครับ

สำหรับขั้นตอนการติดตั้ง Style ของ IEEE มีขั้นตอน ดังนี้

  • Download IEEE Style ได้จาก https://endnote.com/downloads/style/ieee
  • ได้ไฟล์ .ens มาดังรูป
  • เปิดไฟล์ .ens ครับ เลือกเมนู File > Save as
  • ตั้งชื่อใหม่ครับ
  • กลับมาที่ Reference Database เมื่อกด Drop down ลงมาพบ IEEE ตามที่ Save ไว้
  • Note: ถ้าไม่มีให้เลือก Select Another Style แล้วหา IEEE ที่ได้ Save ไปครับ

ต่อไปก็ต้องนั่งไล่ Review Propasal อีกครั้งครับ สู้ต่อไปปป

[CUSE] เทอมที่ 3 แล้วนะ !!!!!

สำหรับเทอมนี้เป็นเทอมที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะครับ ทั้งการเปลี่ยนแผนการเรียนจาก แผน ข ไปเป็น แผน ก ครับ มาดูกันดีกว่า ว่าเทอมนี้ ผมได้ลองวิชาอะไรไปบ้าง

  • Research Method
    • วิชานี้ก็ตามชื่อวิชาเลยครับ บอกว่าแนวทางการทำวิจัยเป็นอย่างไร และวิจัยในสาย SE มีด้านไหนบ้าง มีจุดควรระวังอะไร
    • ** ก่อนจะมีเรียนวิชานี้เป็นไปได้ควรมีหัวข้อ Master Project  หรือ Thesis ก่อนครับ
    • ปีของผมดีอย่างนึง – เนื่องจากคนน้อย มันเลยออกแนวๆ Private Class และทุกคนได้มีเวลาประชุม หาจุดบอดของหัวข้อที่เพื่อน แต่ละคนทำครับ
  • Enterprise Application Architecture(EAA)
    • วิชานี้ สำหรับคนที่ต้องออกแบบระบบขนาดใหญ่ครับ หรือจะสร้าง Framework ไว้ใช้งานในองค์กรครับ โดยยึดตาม Pattern ของ Martin Folwer ครับ ซึ่งเน้นสถาปัตยกรรมของระบบแบบ Layer จากนั้นค่อยดูลงไป แต่ละชั้นว่ามีอะไรบ้าง และควรใช้ตอนไหน
    • การสื่อสารสำหรับสาย SE แล้ว UML เป็นภาษากลางครับ
    • การเรียนวิชานี้ได้ Idea เห็นว่าจากสิ่งเล็กๆ อย่าง Design Pattern มันไปตอบโจทย์ของสถาปัตยกรรมของซอฟต์แวร์(Software Architecture) ได้อย่างไร ใช้สำหรับงานประเภทไหน จากเดิมที่งานมันเป็น Business Batch (Transaction Script) จนกลางมาเป็น Domain Model ได้อย่างไร
    • สำหรับ DEV ทำไปทำมา อาจจะร้องอ๋อ เพราะ เขียน Code มาแล้วโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ อย่าง เช่น
      • PHP – Codeigniter
      • Java – Spring Framework
  • Machine Learning(ML)
    • สำหรับวิชานี้ ผมมองว่ามัน Math ล้วนๆ ที่เป็นพื้นฐานของวิชา Social Network Analysis(SNA) ที่ผมได้เรียนไปเมื่อเทอมที่แล้วครับ โดยตัว SNA ผมมองว่าเป็น Application หนึ่งของ ML นะครับ
    • เนื่อหาที่เรียนเป็นพวก
      • Decision Tree
      • Neural Network (ANN) – Linear Node, TLN, Sigmoid
      • Classification Naive Bayes – เอาไปใช้กับพวก Text Classification
      • Clustering – K-Mean กับ SOM
      • Evaluation ML Model – ว่าของทำมาแล้วบอกได้ไงว่า Model เรามั่นใจได้ แต่ไหน ตรงนี้เอาแนวคิดของทาง Stat เข้ามาช่วยครับ
      • SVM – อันนี้เป็น Application นึงของ Neural Network
    • ปัญหาที่เป็น Imbalance Data
      • แก้สัดส่วนของ Entropy
      • เบิ๊ลข้อมูลให้ใกล้เคียงกัน
    • DataSet: ที่ใช้เป็น Benchmark หรือใช้อ้างอิงในงานวิจัยต่างๆ  UCI Machine Learning Repository และก็ได้ลองเอา Data จากพวก Open Data มาทำ Term Project ด้วย
  • Thesis (3 หน่วยกิต)
    • ได้หัวข้อแล้ว แต่ยังพายวนในอ่างอยู่ครับ 5555 ตอนนี้ผมก็ศึกษา BPMN กับ Mutation Testing ครับ

เทอมนี้พอเข้าใจแล้วว่าทำไมเพื่อนหลายคนถึงลงเรียนน้อยๆกัน หรือไม่ลงเลยนอกจาก Research Method กับ Thesis ไอ้เราก็เสียดายค่าเทอมเกือบหกหมื่นเลยลงเรียน EAA กับ ML เพิ่ม แม้ว่าจะเกินจากแผน ก(2) ที่ต้องเรียนแล้วครับ

เทอมนี้เหมือนเทอมที่ผ่านมาครับ เน้นสุขภาพให้ได้มากที่สุดครับ เพราะกลัวจะเป็นมะเร็งตับครับ

  • วิ่ง – เทอมนี้/ไม่สิปีนี้พยายามออกกำลังให้ได้มากสุดที่สุดครับ เดือนแรก สัปดาห์ละ 3 วัน พอหลังๆงานประจำ และเรียนรุมเร้า ผมก็พยายามจัดเวลาให้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้งครับ
  • กิน – รู้สึกว่า เริ่มเลือกกินมากขึ้นและ กินพวกผักเยอะขึ้น
  • ตอนนี้เริ่มคิดและว่าหลังเรียนจบ คงต้องตรวจสุขภาพแล้ว รู้สึกแบบว่าสมองทำงานหนักเกินไป จนบางทีก็เบลอๆ ลืมๆ อาจจะเพราะ เทอมนี้งานหนักด้วยกลับบ้าน 2-3 ทุ่มเกือบประจำ

เรื่องงาน

  • โคตรเยอะครับ – อยู่ๆงานตลอดสงกรานต์ ก็ต้องทำงานแทน T____T และปัญหาอีกหลายๆที่ผมเขียนบ่นใน Blog นี้แหละ ซึ่งถ้ามองกลับไปตอนเรียนนึงถึงวิชา PM ที่มีเรื่องของ Communication ถ้าไม่คุยทำความเข้าใจกันดีๆตั้งแต่เริ่มแล้วหละก็ เละครับ และส่วนใหญ่คนที่ซวยๆ ก็กรรมกรไอทีอย่างเราๆ

 

[CUSE] ใช้ EndNote X8 จัดการรายการอ้างอิง

หลังจากได้ติดตั้ง EndNote ไปแล้ว ขั้นตอนถัดมา ลุย!!!! จัดการรายการอ้างอิงกันครับ

  • ก่อนที่เก็บรายการอ้างอิง ต้องมี Library ไว้จัดเก็บผลงานก่อนครับ โดยมีขั้นตอนการสร้าง Library ดังนี้

สร้าง Library กันก่อนครับ

  • เข้าไปที่เมนู File >> New สร้าง Library ก่อนครับ
  • ตั้งชื่อ และเลือกที่จัดเก็บครับ

    • ขอผมเลือกเก็บไว้ Drive D: กันเหนียว เผื่อคอมพังครับ อย่างผมตั้งชื่อ  CUThesis.enl  ครับ
  • จากนั้นก็จะได้ Library มาแล้วครับ คราวหน้าเวลาจะไปเปิดเครื่องอื่น เอาไฟล์  .enl  ไปใช้ได้เลยครับ

ลองเก็บ Reference – ทำได้ 2 วิธี ได้แก่ นำเข้าแบบ Manual และนำเข้าจากรายการอ้างอิงอื่นๆ เช่น Textfile

  • วิธีแรก – นำเข้าแบบ Manual
    • เมนู Reference >> New Reference
    • เลือกเมนูชนิดของสื่อ (Reference Type) อย่างตอนนี้ผมเลือกแบบ Web Page ครับ
    • กรอกข้อมูลที่จำเป็นให้ครบครับ
    • จากนั้นเลือกเมนู File >> Close Reference ครับ
    • เมื่อมาที่หน้าจอ เราเห็นว่ามันมี แถบ Preview ด้านขวามือด้วย ถ้าสนใจ Output Format แบบอื่นๆ สามารถเลือกได้เลยครับ อย่างในตอนนี้ผมเลือกเป็นแบบ Numbered ครับ
  • วิธีสอง – นำเข้าจากรายการอ้างอิงอื่นๆ เช่น Textfile (ที่มีการจัดรูปแบบไว้)

 

Reference ของ Chula มีหลายลิงค์เลย ผมก็แปะทุกลิงค์ครับ

 

 

 

[CUSE] Install EndNote X8

End Note คือ อะไร

  • โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดเก็บรายการทางบรรณานุกรม หรือรายการอ้างอิงที่สืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

Download ที่ไหน

ขอ Key อย่างไร (เฉพาะของ Chula)

  • เข้าที่ http://www.car.chula.ac.th/endnote.php
  • เลือก “Request for Password”
  • ใช้ Username และ Password ที่ใช้ Login E-mail ของจุฬา Login เข้าไป
  • เลือกข้อมูล OS
  • รอรับ Key ได้ที่ Chula Mail ได้เลย

ขั้นตอนการติดตั้ง

  • คำแนะนำ บอก Feature และกด Next
  • ใส่ Key หรือถ้าไม่มีลงแบบ Trial และกด Next
  • ใส่ชื่อ และองค์กร และกด Next
  • อ่าน Read me และกด Next
  • เลือก Accept และกด Next
  • เลือกรูปแบบการลงแบบ Custom เพื่อเลี่ยงปัญหา ค้างที่ช่วง “Installing Exporter Helper”
  • เลือก Path สำหรับติดตั้ง
  • เลือก Feature ที่ลงครับ โดยไม่ต้องเลือก  “Installing Exporter Helper”
  • กด Next จากน้้นรอให้มันติดตั้งไปเรื่อยๆจนเสร็จ

ตรวจสอบ

  • เปิดโปรแกรม End Note X8 จาก Start Menu ได้ (อย่างของผมมันมีแจ้ง Update แต่ผมเพิ่งได้ติดตั้งเลยตัดสินใจลองเสี่ยงดูครับ 555)
  • เข้า MS Word แล้วมี Ribbon ของ End Note X8 แสดงขึ้น

ปัญหาที่พบ

  • Previous Version Found

    • สาเหตุ – มีตัวติดตั้งของเวอรชันเก่าคงค้างอยู่
    • การแก้ไข – ฺBackup จากนั้นตัดสินใจว่าจะลงทับ หรือใช้ตัว Backup ของ End Note จัดการ
  • File In Use

    • สาเหตุ – เนื่องจากโปรแกรมพวก Microsoft Office หรือ Open Office เปิดอยู่
    • การแก้ไข – ปิด Microsoft Office หรือ Open Office หรือ Kill Process ทิ้ง
  • ค้างที่หน้าจอ Installing Exporter Helper ระหว่างลงโปรแกรม

    • สาเหตุ – ตัวติดตั้งไม่สมบูรณ์
    • การแก้ไข – ตอนลงให้ข้ามการลง “Installing Exporter Helper” หรือ Download ตัวติดตั้งใหม่

Reference

[MS-Office] สร้าง Power Point Theme ด้วย Slide Master กัน

จริงๆ ปกติแล้วผมไม่ค่อยไช้ Microsoft Power Point เท่าไหร่ครับ ส่วนใหญ่ใช้ตัว Google Slides ในการสร้างงานนำเสนอครับ  ส่วน Theme หรือ Design นั้น หึหึ Google มีอะไรให้ ผมก็ใช้งานเท่านั้นแหละครับ 555 แต่พอตอนเรียน ปริญญาโท มันต้องนำเสนองานบ่อย และก็ไม่มีอินเตอร์เนต ทำให้ใช้ตัว  Google Slides ครั้นจะ Export จาก Google Slides มาแก้ใน MS Power Point มันก็ต้องมาจัดใหม่อยู่ดี เอาหละเริ่มทำ Slide ด้วย MS Power Point และกันครับ หลังจากเกริ่นมาซะยาวเลย มาวันนี้ ผมขอเสนอ Feature Slide Master ช่วยสร้าง Theme หรือ Template ใช้ Slide ของเราได้ง่ายๆครับ

ขั้นตอนการสร้าง Slide Master

  • เปิด MS Power Point สร้าง Blank Presentation
  • เข้ามาที่ Ribbon Menu “View” >> “Slide Master”
  • ตรงนี้พบกับ Template มากมาย ให้แก้ โดยแต่ละหน้าถูกใช้ใน Menu Layout เมื่อคลิกขวาที่ Slide ครับ
  • ตรงจุดนี้เป็นศิลปะแล้วครับ ออกแบบ Template ในแต่ละหน้า ว่าใส่ Font ใส่รูป ใน Effect อย่างไร และอื่นๆ ได้ตามใจเลยครับ
  • เสร็จ แล้ว Save ครับ โดยคลิกที่ Slide Master>> Theme >> Save Current Theme
  • มัน Default ไว้ที่ Path ไหน ก็เอา Path นั้นนะครับ เวลาใช้ครั้งหน้าตัว MS Power Point จะได้ดึงมาด้วยเลย ดังรูป

ถ้ามีการแก้ไข โครงร่าง หรือ Template ของ Slide

  • ไม่ต้องไปแก้ที่ตัว Slide เองนะครับสามารถไปที่ Home >> Reset เพื่อให้ไฟล์นำเสนอของเรา ปรับตาม Slide Master ที่กำหนดขึ้น ดังรูปครับ

ประโยชน์

  • สร้าง Template ลดเวลาการทำงาน
  • สร้างมาตรฐานสำหรับองค์กร

[CUSE] Midterm ของเทอมที่ 3

วันนี้เพิ่งสอบ Midterm เสร็จครับ จริงๆ อาจารย์บอกว่ามันเป็น Quiz แต่ก็เป็น Quiz ที่จั่วหัวที่หน้าแรกว่า

Midterm Examination 2/2560

สำหรับวิชาที่สอบวันนี้เป็นวิขา Enterprise Application Architecture ซึ่งหัวข้อทีได้เรียนไปในช่วงก่อน Midterm มันทำให้เห็นมิติใหม่ของ UML และการ Design ครับ โดยเนื้อหาที่เรียนไป

  • Revised OOP
  • Class/Object
    • Relation ของ OOP
  • UML in different view
    • Class Diagram
    • Object Diagram
    • Sequence Diagram
    • Package Diagram
    • Deployment Diagram
  • Package vs Subsystem (Self Contain-ทำงานด้วยตัวมันเองได้)
  • Models = Set ของ Diagram
  • Analysis – หาก่อนว่าปัญหา คือ อะไร ?
    • Analysis Pattern
  • Design – พบปัญหา แล้วจะแก้ไขอย่างไร (Solution)
    • Software Architecture and Design
    • Design Pattern
  • Intro to Enterprise Application Architecture – Martin fowler
    • Layer Architecture

สำหรับตัวข้อสอบความยากระดับยาก(เต็ม 5 ให้ 4 เลยครับ) แต่ปัญหาของผมที่เจอประจำ “ขาดสติ-ลืมตรวจทานครับ”  ที่ผิดๆประจำก็แบบนี้แหละ อ่านโจทย์ไม่ครบ …. ส่วนอย่างอื่น ถ้าได้ลองทำการบ้าน หรือเอาสิ่งที่อาจารย์สอนในวิชาลองไปใช้ในการทำงานจริงแล้ว มันจะพรั่งพรูออกมาตอนทำข้อสอบครับ ^__^

[CUSE] สรุปขั้นตอนการเปลี่ยนแผนการเรียนจากแผน ข ไปเป็นแผน ก

สรุปไว้เผื่อคนที่เรียนที่จุฬา แล้วอยากเปลี่ยนแผนการศึกษาตอน ป โท นะครับ จากแผน ข ไปเป็นแผน ก มีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

  1. มีอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนครับ ข้อนี้สำคัญมาก
  2. เตรียมเอกสารที่จำเป็น
  3. เขียนคำร้องให้เรียบร้อย
  4. บทคัดย่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจทาน และเซ็นรับทราบด้วยครับ
  5. นำเอกสารทั้ง 2 ชุดไปยื่นที่ห้องธุรการ อาจจะเป็นห้องภาคก็ได้ครับ
  6. รอผลคำร้อง 5 วันทำการครับ
  7. เมื่อได้ผลคำร้องแล้ว ถ้าสำเร็จ ต้องเอาเอกสาร S/U เขียนให้เรียบร้อย แล้วให้อาจารย์ที่ปรึกษาเซ็นรับทราบครับ

สู้ต่อไปนะทุกๆคนๆ ^___^ หวังว่าตัวเราเองจะสามารถจบได้ภายใน 2 ปี

[CUSE] หนึ่งปีผ่านไปสำหรับการเรียนวิศวกรรมซอฟต์แวร์

จากตอนไปสอบเข้าแบบมืนๆ ไปนั่งสอบก็นั่งผิดที จากวันเปิดเทอมวันแรกวันที่ 7 มกราคม 2016 ตอนนี้ก็ผ่านไป 1 ปีแล้ว เร็วเหมือนกันเนอะ แปบๆ ก็ผ่านไป 1 ปีแล้ว สำหรับการเรียนปริญญาโท แบบที่ไม่ได้หวังว่าสอบติดในตอนแรกครับ โดยเทอมนี้ผมลงเรียน 5 ตัวครับ

  • Requirement Engineering
    • เรียนแล้วได้เห็นว่า เออได้ที่บอกมาว่า มันผิดมาตั้งแต่ช่วง requirement เพราะ อะไร
    • วิชานี้เป็นการปั๊นให้น้ำ ออกมาเป็นตัวครับ ทำไมถึงบอกแบบนั้น เพราะ Catch the requirements if you can – จับให้ได้ไล่ให้ทัน โดยตัว Requirements มันมีอายุ สิ่งที่เราต้องทำ สร้างหลักฐานทำ Snapshot ครับ
    • ทำไมสิ่งที่ต้องการจะสื่ตั้งแต่ Node แรก อย่าง User ไล่ๆ มาถึง BA, SA, DEV, QA ต้นทาง และปลายทางมันช่างไปกันคนละทิศทางเลย
    • มีเครื่องมือและที่ช่วยให้ Requirement มันมีคุณลักษณะที่ดี เอา UML มาช่วยตอนวิเคราะห์ ทวนสอบว่าได้ความต้องการที่มีคุณลักษณะที่ดี แล้วหรือยัง
    • โดยภาพรวม ของการทำให้ Requirement มันเกิดขึ้นมาแล้ว เป็น Requirement ที่ดี ก็ตามแผนภาพเลย
    • ตัว RE Process เค้ามาช่วยคุมนะ แต่ต้องแลกกัน Cost ที่ต้องเสียไปในช่วงแรกๆ และสิ่งที่สำคัญเน้น User Involvement เยอะๆ
  • Project Management
    • วิชานี้เป็นศาสตร์ที่ไม่ใช่ 1 + 1 = 2 นะ ผมมองว่ามันเป็น Art + Science มากกว่า
    • โดยที่เรียนเน้นไปในส่วนของ IT Project Management ซะส่วนใหญ่ครับ โดยอิงตาม PMBOK ที่เป็นการรวบความรู้ในด้านต่างๆ(Knowledge Area) ได้ 10 ด้าน ซึ่งเป็น Best practice หรือเป็นแนวทางที่ควรทำสำหรับการบริหารโครงการ ให้มีโอกาศประสบคามสำเร็จเพิ่มขึ้น
    • จากง่ายๆ – Triple Constraint – Scope / Time / Cost
    • ปานกลาง – Gantt Chart มาจากไหน มันมีที่มานะ ที่เห็นๆตอนประชุมในที่ทำงาน PM ไม่ได้มโนมานะ (แม้ภาพที่ได้ อาจจะต่างกับในชีทที่เรียน) แล้วรู้ได้อย่างไรว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ ? (นึกถึงพวกโครงการต่างๆ ที่ทำไมต้องใช้เงินให้หมด-แม้ว่าตอนทำงานจริงใช้งบน้อยกว่าวางแผนไว้ก็ตาม) และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลย เรื่อง Buffer

      พอรุ้ว่า PM ทำ Buffer ไว้ เราแค่บวกกลับเข้าไปให้พอดีกับที่ตัวเองกะไว้ จะไม่ต้องมากดดันน้องในทีม เพราะที่บริษัท มักมีปัญหาเรื่องการประเมินเวลาด้วย ส่วนใหญ่เน้นทำ Deadline ลูกค้า จนบางทีมันจะได้น้ำตกที่สูงชัน

    • ไปจนถึงยาก – อย่างการคำนวณ Risk
  • Social Network Analysis
    Reference: http://evelinag.com/blog/2016/01-25-social-network-force-awakens/index.html#.WjVG8kxuKmQ
    Reference: http://evelinag.com/blog/2016/01-25-social-network-force-awakens/index.html#.WjVG8kxuKmQ
    • พอได้เรียนวิชานี้แล้ว เออได้คนที่คิดเรื่อง Graph มาเนี่ย มันสุดยอดมากกกก เอามาแทนอะไรก็ได้ แล้วหาความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ เช่น ใครเป็นคนกลางกระจ่ายข่าว (Betweeness Centrality) และอื่นๆ
    • วิชานีทำให้คุณตอบคำถามได้ว่า ทำไม Facebook ถึงรู้ใจคุณ แล้วบอกพฤติกรรมของเราได้ไง เกิดเหตุการณ์นี้ในโลกจริง สิ่งที่เราต้องคิดตาม แม้ผมจะคิดตามไม่ค่อยทันก็ตาม 5555 ตอนสอบยังสอบแบบงงๆ อย่างน้อยผมรู้จัก Power Law แน่ๆ
    • ผมชอบวิชานี้นะ ได้คิดอะไรแปลกๆเยอะ ตั้งแต่ Small Project ที่ตอนแรกแบบหลุดโลก Social ไปทำเรื่องหนี้ครัวเรือน ค่อยๆ คล้ำทางถูกมาจนถึง Term Project ได้เล่นอะไรหลายๆตัว
      • ที่ชอบที่สุด คือ ใช้ Tableau มานำเสนอ Data ในมุมมองต่างๆ มันใช้งานง่ายดี
      • มีเขียน Code Python นิดหน่อย
    • วิชานี้อารมณ์เหมือนทำ Lab ก่อนแล้วค่อยมาเรียน ซึ่งหาได้ยากมาก ในวิชาเรียนของภาคนอกเวลา
    • สำหรับวิชานี้จริงๆ อยากลองอะไรแปลกๆหลายอย่างนะ แต่ส่วนใหญ่ติดเรื่องเวลากันเยอะ
      • แต่วิชานี้ก็น่าจะพลาดที่ไปเกาะอยู่กันกับกลุ่มของ SE เลยไม่ค่อยรู้จักกันคนทางสาย CS เลย และวันสุดท้ายที่นำเสนอ Term Project ก็ติดทำงานเลยไม่สามารถอยู่ฟังได้ T__T
  • Software Testing

    • วิชานี้น่าจะเหมาะกับสาย Dev นะ จะได้รู้ว่าสิ่งที่ทำกันอยู่มันทำร้ายผู้อื่น (Tester) อย่างไร 55555 เริ่มต้นการจากจับผิด โดยใช้สัญชาตญาณจนถึงวิธีการจับผิด(หาข้อบกพร่อง) อย่างมีหลักการ โดยใช้หลักการที่สำคัญ 2 อย่าง
      • Black Box Testing – จับผิดจาก Functional โดยใช้ Bounary Value / Equivalent Class / Decision Table etc.
      • White Box Testing – จับผิดจาก Code โดยใช้วิธี Path Testing / Data Flow Testing
      • เสริมด้วยเทคนิคอื่นๆ อย่าง Special Value Testing, Random Testing จนถึงทดสอบการกลายพันธุ์ของ Code (Mutation Testing) ส่วนตัวชอบเรื่องนี้นะ เออคนทำเค้าคิดได้ไง
      • รู้ถึง Metric บางตัวที่ทำให้รู้สิ่งที่สนใจ เช่น Test มันครอบคลุมไหม (Coverage Metric)
    • รู้จักระบบของการทดสอบ จาก Unit Test ไปจนถึง Acceptance Test
      • มีบางอย่างที่ผมไม่ค่อยได้ยินด้วย เช่น Concept ของ Test Harness ที่ประกอบไปด้วย Driver กับ Stub ปกติจริงๆ แล้วผมได้ยินแต่ Stub (ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Test Double นะ)
    • และสุดท้าย มี Process ที่เกี่ยวกับด้าน Testing ด้วย ถ้าในมุมของผม Software Engineering จริงๆ มันมีส่วนนึง หรือเสี้ยวนึงที่เกี่ยวพันกับกระบวนการ(Process) ด้วยนะ
  • Seminar in Computer Engineering
    • วิชานี้สิ่งที่ทำกัน คือ การอ่านครับ นั่งอ่าน Paper และหาสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อภายใน Paper 6-10 หน้า ที่ย่อสรุปมาจาก Thesis/IS เล่มหนาๆครับ และมันมี Idea อะไรที่เราสามารถคิดอะไรได้เพิ่มได้บ้าง
    • จริงๆ วิชานี้ส่วนตัวน่าจะเรียนเทอมแรกมากกว่า เพราะมันให้เห็นภาพของการทำวิจัยมากขึ้น และอยากให้รุ่นพี่มาลองสิ่งที่เคยทำในคาบสั้นๆ น่าจะดีนะ ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่ได้หัวข้อเลย T___T

หมายเหตุ: หากใครไปดูหลักสูตร มันเป็นวิชาของเทอม 1 นะครับ (พอดีผมเข้าเรียนตอนเทอม 2)
มาที่ข้อสอบบ้างดีกว่า ตอนนี้กลับมาสอบครบ 1 ปีและ เห็นอะไรหลายๆอย่างนะ สิ่งที่สำคัญ

  • แม้ว่าจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน แต่ที่สำคัญ คือ เวลา มันจำกัดแล้ว มันทำให้ทัศนวิสัย(มุมมอง) มันแคบลง อย่างมีนัยยะสำคัญ [ต้องมีสติ] สอบมาก็ตั้งแต่เด็ก แต่ทำไมเพิ่งมาสังเกตุตอน ป โท ได้นะ ตัวอย่าง เช่น
    • Testing – เวลาเหลือ ทวนไปทวนมา เอ้าลบคำตอบที่ถูกออก 5555
    • PM – ใช้เวลาแบบพอดี แต่ตอนสอบ Final หลังจากโดนหลอกด้วยตัวเองใน Testing คราวนี้เลยนั่งอ่านโจทย์อีกรอบ แล้วก็พอว่า คำถามที่ถูกผิด เราแก้เกินไปจากโจทย์ เข้าใจสาเหตุที่ได้ Mid-Term น้อยแล้ว
    • RE – คิดนานไม่ได้ ต้องตัดสินใจในคำตอบแรกครั้งเดียว
  • การติวสำคัญมาก แต่การติวจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ ทุกคนเตรียมตัวมาก่อนในระดับนึง (อัจฉริยะข้ามคืนก็สามารถสอบได้นะ แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นหลังสอบจะลืมหมด) และก็การอ่านเองคนเดียว บางครั้งเรามักละเลยสิ่งที่สำคัญไป – ใครที่อยู่ใน SW Process อย่าง CMMI พบว่าการ Review ทำกันบ่อยมาก Review เหมือนการติวแหละ ติวว่า Product ที่ส่งให้ลูกค้า มันจะโอเคไหม มีอะไรที่ยังขาดไป หรือป่าว ?

ถัดมาเป็นเรื่องอาหารครับ

  • มีเมนูใหม่ๆมากขึ้น จากเทอมที่แล้วที่บ่นไปว่า มีแต่แกงเขียวหวาน-ลูกชิ้น…
  • เทอมนี้ของที่อร่อย มั่สมั่นไก่, เมนูกลุ่มยำ

    This slideshow requires JavaScript.

เทอมนี้สำหรับผมเป็นเทอมที่หนักหน่วงมากครับ เพราะ

  • เมื่อเติบโตขึ้น หน้าที่การทำงานรัดตัวมากขึ้น ทำให้เวลาที่มีในการเรียนน้อยลงด้วย
  • ต้องกลับมาสนใจสุขภาพมากขึ้น เพราะรู้แล้วว่าตัวเองมีไขมันพอกตับครับ บางครั้งถึงจุดที่ว่าอยากให้งานดีที่สุด หรืออยากจะแก้งานช่วงสุดท้าย แต่ผมขอเลือกร่างกายก่อน ซึ่งมันอาจจะส่งผลกับเกรดได้
  • อาจจะคิดผิดที่ลงเรียน 5 ตัวครับ เหนื่อยมากๆ เหมือนจะทำอะไร แล้วมันทำได้ไม่สุด
  • ถ้าเทียบเวลากับเทอมที่แล้ว เทอมนี้เวลาน้อยมากๆครับ กระชั้นด้วย
    • เทอมแรก – เปิดเทอมวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560 ปิดเทอม 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 – 136 วัน
    • เทอมสอง – เปิดเทอมวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ปิดเทอม 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560 – 120 วัน (ไม่ค่อยมีพวกวันหยุดเทศกาลด้วย)

ภาพรวมบ้าง

  • สำหรับเทอมนี้ ผมเจอเพื่อนอีกกลุ่ม ได้เห็นสไตล์การทำงานที่ต่างออกไป แต่บางสิ่งที่พบ คือ บางคนยังไม่พร้อมกับการเรียนนะ ทั้งการจัดสรรเวลา การทำงานกลุ่ม ซึ่งบางครั้งเราต้องออก Idea บ้าง การจะมาเงียบๆ แล้วรอคนมอบหมายงาน มันเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับการเรียนปริญญาโท ถ้าไม่คุยกัน เราจะรู้ได้อย่างไร จะต้องทำอะไร หรือถ้าอยู่ติดงานแล้วเงียบไป คนในกลุ่มไม่สามารถเดาใจได้ว่างานที่ทำอยู่ติดอะไร -ลองคยกัน แจ้งกันก่อนล่วงหน้า
  • เทอมที่แล้ว พวกผมเข้าไปเจอทีมที่จัดมาดีแล้ว แต่เทอมนี้ทุกคนใหม่กัน เลยต้องมีการปรับจูนกันเยอะ

อื่นๆบ้าง

  • เปลี่ยนสายรถเมล์หลักจากสาย149 / 177 ที่หลังๆคนเยอะขึ้น ขึ้นทีไรคนเต็มรถไปหมด มาเป็นสาย 57 แทนในช่วงหลังสอบ Mid-Term เพราะมันสงบดี คนน้อย ได้ที่นั่งตลอด ได้เวลาในการอ่านหนังสือเพิ่ม
  • เวลามีเท่าเดิม แต่ต้องเลือกเน้นบาง สิ่งที่พลาดในเทอมนี้ คือ พยายามทำงานประจำ และงานกลุ่มในชั้นเรียนใช้ดีที่สุดจนละเลยเรื่องการหาอาจารย์ที่ปรึกษาของ Master Project
  • รู้สึกเวลาหายไปเยอะมาก จนถึงลืมจ่ายตังค์โน้นนี่ หรือเคสล่าสุดลืม Unsubscription ตัว pluralsight เลยตังค์ยาวๆไป 5 เดือน ถ้าไม่มาไล่ดูรายจ่ายนี่อาจจะไม่รู้ไปอีกหลายเดือน

สำหรับหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมถึงมาเขียน Blog สรุปหละ ส่วนตัวรุ่นของผมที่เข้ามา คนออกไปเยอะครับ ผมเลยคิดว่าจริงๆแล้ว คนที่เข้ามาเรียนปริญญาโท บางคนอาจจะไม่รู้ว่าต้องเรียนอะไร หรือคำอธิบายใน Course Syllabus มันอาจจะน้อยเกินไป หรือมีศัพท์แปลกๆ ทำให้คนอ่านสับสนได้

[CUSE] Midterm คร้ั้งที่ 2 ของ ป โท

จาก Blog แรกที่เขียน Review Midterm ของวิชาแรกไป คราวนี้มาลองเขียนในวิชาที่เหลือบ้างครับ

  • Software Testing – ผลสอบออกมาแล้ว เกินกว่าที่คาดคิดไว้
  • Requirement Engineering – สอบไปแล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่าข้อสอบออกมาได้ครอบคลุมกับเนื้อหาที่เรียนนะ แต่ปริมาณของข้อสอบ มันจะให้คิดเยอะเลย ทำให้ใช้เวลาเยอะ ซึ่งถ้าเขียนผิดไปข้อนึงแล้ว การกลับมาแก้ไขใหม่มันจะใช้เวลามาก ทำให้ข้อหลังๆ ทำไม่ทันได้ ต้องวางแผนการทำข้อสอบให้ดี
  • Project Management – ส่วนที่ยากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องถูก หรือผิด แม้ว่าจะให้เอาเอกสารเข้าห้องสอบได้ แต่ส่วนตัวยอมรับว่าใช้ประสบการณ์จากการทำงานส่วนตัว ตอบเช้าไปในข้อสอบอยู่พอสมควรเลย
  • Social Network Analysis – ตรงตามแนว แต่ไม่รู้ว่าทำถูก หรือป่าว รู้สึกว่าตัวเองใช้เวลาสอบจนครบเลย ด้าน CS ที่เรียนด้วยกัน ออกกันไว้มาก

สำหรับการสอบครั้งนี้

  • เตรียมสอบแบบ Incremental ดีกว่ามาก ถ้ามาอัดอัจฉริยะข้ามคืน ยากกครับ
  • หนังสือแบกใส่กระเป๋าไป ตอนทำงานเอาไปเผาผลาญแคลอรี่ แต่ไม่ค่อยได้อ่านครับ
  • เวลาในเทอมนี้น้อยนะครับ ถ้าเทียบกับเทอมที่แล้ว
  • รู้สึกได้เลยว่าร่างกายอ่อนแอลง ป่วยง่ายมากขึ้น

วันนี้มีทั้งสิ่งที่ดี และไม่ดี

  • สิ่งที่ดี – วันนี้ข้าวเที่ยงของคณะ แกงเขียวหวานที่แท้จริง ที่เป็นไก่จริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ปกติมันเป็นแค่ลูกชิ้นนนน
  • สิ่งที่แย่ – Adapter notebook พังในวันสอบ โชคดีที่เพื่อนมี Adapter รุ่นที่ใช้ได้พอดีครับ เลยรอด T___T