[CUSE] สรุปขั้นตอนการเปลี่ยนแผนการเรียนจากแผน ข ไปเป็นแผน ก

สรุปไว้เผื่อคนที่เรียนที่จุฬา แล้วอยากเปลี่ยนแผนการศึกษาตอน ป โท นะครับ จากแผน ข ไปเป็นแผน ก มีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

  1. มีอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนครับ ข้อนี้สำคัญมาก
  2. เตรียมเอกสารที่จำเป็น
  3. เขียนคำร้องให้เรียบร้อย
  4. บทคัดย่อให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจทาน และเซ็นรับทราบด้วยครับ
  5. นำเอกสารทั้ง 2 ชุดไปยื่นที่ห้องธุรการ อาจจะเป็นห้องภาคก็ได้ครับ
  6. รอผลคำร้อง 5 วันทำการครับ
  7. เมื่อได้ผลคำร้องแล้ว ถ้าสำเร็จ ต้องเอาเอกสาร S/U เขียนให้เรียบร้อย แล้วให้อาจารย์ที่ปรึกษาเซ็นรับทราบครับ

สู้ต่อไปนะทุกๆคนๆ ^___^ หวังว่าตัวเราเองจะสามารถจบได้ภายใน 2 ปี

[CUSE] หนึ่งปีผ่านไปสำหรับการเรียนวิศวกรรมซอฟต์แวร์

จากตอนไปสอบเข้าแบบมืนๆ ไปนั่งสอบก็นั่งผิดที จากวันเปิดเทอมวันแรกวันที่ 7 มกราคม 2016 ตอนนี้ก็ผ่านไป 1 ปีแล้ว เร็วเหมือนกันเนอะ แปบๆ ก็ผ่านไป 1 ปีแล้ว สำหรับการเรียนปริญญาโท แบบที่ไม่ได้หวังว่าสอบติดในตอนแรกครับ โดยเทอมนี้ผมลงเรียน 5 ตัวครับ

  • Requirement Engineering
    • เรียนแล้วได้เห็นว่า เออได้ที่บอกมาว่า มันผิดมาตั้งแต่ช่วง requirement เพราะ อะไร
    • วิชานี้เป็นการปั๊นให้น้ำ ออกมาเป็นตัวครับ ทำไมถึงบอกแบบนั้น เพราะ Catch the requirements if you can – จับให้ได้ไล่ให้ทัน โดยตัว Requirements มันมีอายุ สิ่งที่เราต้องทำ สร้างหลักฐานทำ Snapshot ครับ
    • ทำไมสิ่งที่ต้องการจะสื่ตั้งแต่ Node แรก อย่าง User ไล่ๆ มาถึง BA, SA, DEV, QA ต้นทาง และปลายทางมันช่างไปกันคนละทิศทางเลย
    • มีเครื่องมือและที่ช่วยให้ Requirement มันมีคุณลักษณะที่ดี เอา UML มาช่วยตอนวิเคราะห์ ทวนสอบว่าได้ความต้องการที่มีคุณลักษณะที่ดี แล้วหรือยัง
    • โดยภาพรวม ของการทำให้ Requirement มันเกิดขึ้นมาแล้ว เป็น Requirement ที่ดี ก็ตามแผนภาพเลย
    • ตัว RE Process เค้ามาช่วยคุมนะ แต่ต้องแลกกัน Cost ที่ต้องเสียไปในช่วงแรกๆ และสิ่งที่สำคัญเน้น User Involvement เยอะๆ
  • Project Management
    • วิชานี้เป็นศาสตร์ที่ไม่ใช่ 1 + 1 = 2 นะ ผมมองว่ามันเป็น Art + Science มากกว่า
    • โดยที่เรียนเน้นไปในส่วนของ IT Project Management ซะส่วนใหญ่ครับ โดยอิงตาม PMBOK ที่เป็นการรวบความรู้ในด้านต่างๆ(Knowledge Area) ได้ 10 ด้าน ซึ่งเป็น Best practice หรือเป็นแนวทางที่ควรทำสำหรับการบริหารโครงการ ให้มีโอกาศประสบคามสำเร็จเพิ่มขึ้น
    • จากง่ายๆ – Triple Constraint – Scope / Time / Cost
    • ปานกลาง – Gantt Chart มาจากไหน มันมีที่มานะ ที่เห็นๆตอนประชุมในที่ทำงาน PM ไม่ได้มโนมานะ (แม้ภาพที่ได้ อาจจะต่างกับในชีทที่เรียน) แล้วรู้ได้อย่างไรว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ ? (นึกถึงพวกโครงการต่างๆ ที่ทำไมต้องใช้เงินให้หมด-แม้ว่าตอนทำงานจริงใช้งบน้อยกว่าวางแผนไว้ก็ตาม) และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลย เรื่อง Buffer

      พอรุ้ว่า PM ทำ Buffer ไว้ เราแค่บวกกลับเข้าไปให้พอดีกับที่ตัวเองกะไว้ จะไม่ต้องมากดดันน้องในทีม เพราะที่บริษัท มักมีปัญหาเรื่องการประเมินเวลาด้วย ส่วนใหญ่เน้นทำ Deadline ลูกค้า จนบางทีมันจะได้น้ำตกที่สูงชัน

    • ไปจนถึงยาก – อย่างการคำนวณ Risk
  • Social Network Analysis
    Reference: http://evelinag.com/blog/2016/01-25-social-network-force-awakens/index.html#.WjVG8kxuKmQ
    Reference: http://evelinag.com/blog/2016/01-25-social-network-force-awakens/index.html#.WjVG8kxuKmQ
    • พอได้เรียนวิชานี้แล้ว เออได้คนที่คิดเรื่อง Graph มาเนี่ย มันสุดยอดมากกกก เอามาแทนอะไรก็ได้ แล้วหาความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ เช่น ใครเป็นคนกลางกระจ่ายข่าว (Betweeness Centrality) และอื่นๆ
    • วิชานีทำให้คุณตอบคำถามได้ว่า ทำไม Facebook ถึงรู้ใจคุณ แล้วบอกพฤติกรรมของเราได้ไง เกิดเหตุการณ์นี้ในโลกจริง สิ่งที่เราต้องคิดตาม แม้ผมจะคิดตามไม่ค่อยทันก็ตาม 5555 ตอนสอบยังสอบแบบงงๆ อย่างน้อยผมรู้จัก Power Law แน่ๆ
    • ผมชอบวิชานี้นะ ได้คิดอะไรแปลกๆเยอะ ตั้งแต่ Small Project ที่ตอนแรกแบบหลุดโลก Social ไปทำเรื่องหนี้ครัวเรือน ค่อยๆ คล้ำทางถูกมาจนถึง Term Project ได้เล่นอะไรหลายๆตัว
      • ที่ชอบที่สุด คือ ใช้ Tableau มานำเสนอ Data ในมุมมองต่างๆ มันใช้งานง่ายดี
      • มีเขียน Code Python นิดหน่อย
    • วิชานี้อารมณ์เหมือนทำ Lab ก่อนแล้วค่อยมาเรียน ซึ่งหาได้ยากมาก ในวิชาเรียนของภาคนอกเวลา
    • สำหรับวิชานี้จริงๆ อยากลองอะไรแปลกๆหลายอย่างนะ แต่ส่วนใหญ่ติดเรื่องเวลากันเยอะ
      • แต่วิชานี้ก็น่าจะพลาดที่ไปเกาะอยู่กันกับกลุ่มของ SE เลยไม่ค่อยรู้จักกันคนทางสาย CS เลย และวันสุดท้ายที่นำเสนอ Term Project ก็ติดทำงานเลยไม่สามารถอยู่ฟังได้ T__T
  • Software Testing

    • วิชานี้น่าจะเหมาะกับสาย Dev นะ จะได้รู้ว่าสิ่งที่ทำกันอยู่มันทำร้ายผู้อื่น (Tester) อย่างไร 55555 เริ่มต้นการจากจับผิด โดยใช้สัญชาตญาณจนถึงวิธีการจับผิด(หาข้อบกพร่อง) อย่างมีหลักการ โดยใช้หลักการที่สำคัญ 2 อย่าง
      • Black Box Testing – จับผิดจาก Functional โดยใช้ Bounary Value / Equivalent Class / Decision Table etc.
      • White Box Testing – จับผิดจาก Code โดยใช้วิธี Path Testing / Data Flow Testing
      • เสริมด้วยเทคนิคอื่นๆ อย่าง Special Value Testing, Random Testing จนถึงทดสอบการกลายพันธุ์ของ Code (Mutation Testing) ส่วนตัวชอบเรื่องนี้นะ เออคนทำเค้าคิดได้ไง
      • รู้ถึง Metric บางตัวที่ทำให้รู้สิ่งที่สนใจ เช่น Test มันครอบคลุมไหม (Coverage Metric)
    • รู้จักระบบของการทดสอบ จาก Unit Test ไปจนถึง Acceptance Test
      • มีบางอย่างที่ผมไม่ค่อยได้ยินด้วย เช่น Concept ของ Test Harness ที่ประกอบไปด้วย Driver กับ Stub ปกติจริงๆ แล้วผมได้ยินแต่ Stub (ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Test Double นะ)
    • และสุดท้าย มี Process ที่เกี่ยวกับด้าน Testing ด้วย ถ้าในมุมของผม Software Engineering จริงๆ มันมีส่วนนึง หรือเสี้ยวนึงที่เกี่ยวพันกับกระบวนการ(Process) ด้วยนะ
  • Seminar in Computer Engineering
    • วิชานี้สิ่งที่ทำกัน คือ การอ่านครับ นั่งอ่าน Paper และหาสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อภายใน Paper 6-10 หน้า ที่ย่อสรุปมาจาก Thesis/IS เล่มหนาๆครับ และมันมี Idea อะไรที่เราสามารถคิดอะไรได้เพิ่มได้บ้าง
    • จริงๆ วิชานี้ส่วนตัวน่าจะเรียนเทอมแรกมากกว่า เพราะมันให้เห็นภาพของการทำวิจัยมากขึ้น และอยากให้รุ่นพี่มาลองสิ่งที่เคยทำในคาบสั้นๆ น่าจะดีนะ ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่ได้หัวข้อเลย T___T

หมายเหตุ: หากใครไปดูหลักสูตร มันเป็นวิชาของเทอม 1 นะครับ (พอดีผมเข้าเรียนตอนเทอม 2)
มาที่ข้อสอบบ้างดีกว่า ตอนนี้กลับมาสอบครบ 1 ปีและ เห็นอะไรหลายๆอย่างนะ สิ่งที่สำคัญ

  • แม้ว่าจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน แต่ที่สำคัญ คือ เวลา มันจำกัดแล้ว มันทำให้ทัศนวิสัย(มุมมอง) มันแคบลง อย่างมีนัยยะสำคัญ [ต้องมีสติ] สอบมาก็ตั้งแต่เด็ก แต่ทำไมเพิ่งมาสังเกตุตอน ป โท ได้นะ ตัวอย่าง เช่น
    • Testing – เวลาเหลือ ทวนไปทวนมา เอ้าลบคำตอบที่ถูกออก 5555
    • PM – ใช้เวลาแบบพอดี แต่ตอนสอบ Final หลังจากโดนหลอกด้วยตัวเองใน Testing คราวนี้เลยนั่งอ่านโจทย์อีกรอบ แล้วก็พอว่า คำถามที่ถูกผิด เราแก้เกินไปจากโจทย์ เข้าใจสาเหตุที่ได้ Mid-Term น้อยแล้ว
    • RE – คิดนานไม่ได้ ต้องตัดสินใจในคำตอบแรกครั้งเดียว
  • การติวสำคัญมาก แต่การติวจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ ทุกคนเตรียมตัวมาก่อนในระดับนึง (อัจฉริยะข้ามคืนก็สามารถสอบได้นะ แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นหลังสอบจะลืมหมด) และก็การอ่านเองคนเดียว บางครั้งเรามักละเลยสิ่งที่สำคัญไป – ใครที่อยู่ใน SW Process อย่าง CMMI พบว่าการ Review ทำกันบ่อยมาก Review เหมือนการติวแหละ ติวว่า Product ที่ส่งให้ลูกค้า มันจะโอเคไหม มีอะไรที่ยังขาดไป หรือป่าว ?

ถัดมาเป็นเรื่องอาหารครับ

  • มีเมนูใหม่ๆมากขึ้น จากเทอมที่แล้วที่บ่นไปว่า มีแต่แกงเขียวหวาน-ลูกชิ้น…
  • เทอมนี้ของที่อร่อย มั่สมั่นไก่, เมนูกลุ่มยำ

    This slideshow requires JavaScript.

เทอมนี้สำหรับผมเป็นเทอมที่หนักหน่วงมากครับ เพราะ

  • เมื่อเติบโตขึ้น หน้าที่การทำงานรัดตัวมากขึ้น ทำให้เวลาที่มีในการเรียนน้อยลงด้วย
  • ต้องกลับมาสนใจสุขภาพมากขึ้น เพราะรู้แล้วว่าตัวเองมีไขมันพอกตับครับ บางครั้งถึงจุดที่ว่าอยากให้งานดีที่สุด หรืออยากจะแก้งานช่วงสุดท้าย แต่ผมขอเลือกร่างกายก่อน ซึ่งมันอาจจะส่งผลกับเกรดได้
  • อาจจะคิดผิดที่ลงเรียน 5 ตัวครับ เหนื่อยมากๆ เหมือนจะทำอะไร แล้วมันทำได้ไม่สุด
  • ถ้าเทียบเวลากับเทอมที่แล้ว เทอมนี้เวลาน้อยมากๆครับ กระชั้นด้วย
    • เทอมแรก – เปิดเทอมวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560 ปิดเทอม 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 – 136 วัน
    • เทอมสอง – เปิดเทอมวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ปิดเทอม 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560 – 120 วัน (ไม่ค่อยมีพวกวันหยุดเทศกาลด้วย)

ภาพรวมบ้าง

  • สำหรับเทอมนี้ ผมเจอเพื่อนอีกกลุ่ม ได้เห็นสไตล์การทำงานที่ต่างออกไป แต่บางสิ่งที่พบ คือ บางคนยังไม่พร้อมกับการเรียนนะ ทั้งการจัดสรรเวลา การทำงานกลุ่ม ซึ่งบางครั้งเราต้องออก Idea บ้าง การจะมาเงียบๆ แล้วรอคนมอบหมายงาน มันเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับการเรียนปริญญาโท ถ้าไม่คุยกัน เราจะรู้ได้อย่างไร จะต้องทำอะไร หรือถ้าอยู่ติดงานแล้วเงียบไป คนในกลุ่มไม่สามารถเดาใจได้ว่างานที่ทำอยู่ติดอะไร -ลองคยกัน แจ้งกันก่อนล่วงหน้า
  • เทอมที่แล้ว พวกผมเข้าไปเจอทีมที่จัดมาดีแล้ว แต่เทอมนี้ทุกคนใหม่กัน เลยต้องมีการปรับจูนกันเยอะ

อื่นๆบ้าง

  • เปลี่ยนสายรถเมล์หลักจากสาย149 / 177 ที่หลังๆคนเยอะขึ้น ขึ้นทีไรคนเต็มรถไปหมด มาเป็นสาย 57 แทนในช่วงหลังสอบ Mid-Term เพราะมันสงบดี คนน้อย ได้ที่นั่งตลอด ได้เวลาในการอ่านหนังสือเพิ่ม
  • เวลามีเท่าเดิม แต่ต้องเลือกเน้นบาง สิ่งที่พลาดในเทอมนี้ คือ พยายามทำงานประจำ และงานกลุ่มในชั้นเรียนใช้ดีที่สุดจนละเลยเรื่องการหาอาจารย์ที่ปรึกษาของ Master Project
  • รู้สึกเวลาหายไปเยอะมาก จนถึงลืมจ่ายตังค์โน้นนี่ หรือเคสล่าสุดลืม Unsubscription ตัว pluralsight เลยตังค์ยาวๆไป 5 เดือน ถ้าไม่มาไล่ดูรายจ่ายนี่อาจจะไม่รู้ไปอีกหลายเดือน

สำหรับหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมถึงมาเขียน Blog สรุปหละ ส่วนตัวรุ่นของผมที่เข้ามา คนออกไปเยอะครับ ผมเลยคิดว่าจริงๆแล้ว คนที่เข้ามาเรียนปริญญาโท บางคนอาจจะไม่รู้ว่าต้องเรียนอะไร หรือคำอธิบายใน Course Syllabus มันอาจจะน้อยเกินไป หรือมีศัพท์แปลกๆ ทำให้คนอ่านสับสนได้

[CUSE] Midterm คร้ั้งที่ 2 ของ ป โท

จาก Blog แรกที่เขียน Review Midterm ของวิชาแรกไป คราวนี้มาลองเขียนในวิชาที่เหลือบ้างครับ

  • Software Testing – ผลสอบออกมาแล้ว เกินกว่าที่คาดคิดไว้
  • Requirement Engineering – สอบไปแล้ว ส่วนตัวรู้สึกว่าข้อสอบออกมาได้ครอบคลุมกับเนื้อหาที่เรียนนะ แต่ปริมาณของข้อสอบ มันจะให้คิดเยอะเลย ทำให้ใช้เวลาเยอะ ซึ่งถ้าเขียนผิดไปข้อนึงแล้ว การกลับมาแก้ไขใหม่มันจะใช้เวลามาก ทำให้ข้อหลังๆ ทำไม่ทันได้ ต้องวางแผนการทำข้อสอบให้ดี
  • Project Management – ส่วนที่ยากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องถูก หรือผิด แม้ว่าจะให้เอาเอกสารเข้าห้องสอบได้ แต่ส่วนตัวยอมรับว่าใช้ประสบการณ์จากการทำงานส่วนตัว ตอบเช้าไปในข้อสอบอยู่พอสมควรเลย
  • Social Network Analysis – ตรงตามแนว แต่ไม่รู้ว่าทำถูก หรือป่าว รู้สึกว่าตัวเองใช้เวลาสอบจนครบเลย ด้าน CS ที่เรียนด้วยกัน ออกกันไว้มาก

สำหรับการสอบครั้งนี้

  • เตรียมสอบแบบ Incremental ดีกว่ามาก ถ้ามาอัดอัจฉริยะข้ามคืน ยากกครับ
  • หนังสือแบกใส่กระเป๋าไป ตอนทำงานเอาไปเผาผลาญแคลอรี่ แต่ไม่ค่อยได้อ่านครับ
  • เวลาในเทอมนี้น้อยนะครับ ถ้าเทียบกับเทอมที่แล้ว
  • รู้สึกได้เลยว่าร่างกายอ่อนแอลง ป่วยง่ายมากขึ้น

วันนี้มีทั้งสิ่งที่ดี และไม่ดี

  • สิ่งที่ดี – วันนี้ข้าวเที่ยงของคณะ แกงเขียวหวานที่แท้จริง ที่เป็นไก่จริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ปกติมันเป็นแค่ลูกชิ้นนนน
  • สิ่งที่แย่ – Adapter notebook พังในวันสอบ โชคดีที่เพื่อนมี Adapter รุ่นที่ใช้ได้พอดีครับ เลยรอด T___T

[CUSE] สอบ Midterm วิชาแรกของเทอม 2

สำหรับเทอมนี้แปบๆ ก็ผ่านไปเดือนครึ่ง ก็เข้าสู่ช่วง Midterm อีกครั้งแล้วครับ โดยเดือนตุลาคมนี้เรียกเป็นเดือนแห่งการสอบก็ได้นะครับ โดยในเทอมนี้ ผมมีสอบ 4 วิชาครับ

  • Software Testing – สอบผ่านไปแล้ว ยอมรับว่าพลาดในหลายจุดเหมือนกัน จดๆไว้เตรียมสอบ Compre แทน ตอนนี้นั่งรอลุ้นคะแนน ส่วนตัวคิดว่าน้อย เพราะคิดมาก จนโจทย์จะหลอก หรือป่าว?
  • Requirement Engineering – สถานีต่อไป
  • Project Management – สถานีต่อไป
  • Social Network Analysis – สถานีต่อไป

สำหรับการสอบครั้งนี้สิ่งที่เห็น

  • มันเป็นอีกมุมมองนึง ถ้าเทอมที่แล้วผมเป็นเด็กใหม่ ฮ่าๆ กับเพื่อนที่มาเทอมต้น แต่เทอมนี้เหมือนมองภาพย้อนกลับไป เห็นการปรับตัวของเพื่อนปี 60 กับเสาร์-อาทิตย์ที่หายไป ส่วนตัวยังคิดว่าเทอมที่แล้ว เวลาในการปรับตัวน่าจะง่ายกว่านะ เพราะมันมีวันหยุด ให้พักเยอะ เดี๋ยวปลายเทอมค่อยมา Update อีกที
  • เพื่อนปี 60 ฟิตมาก เก่งๆมากๆด้วย
  • นอกจากในห้องเรียนแล้ว ถ้ามีเวลาว่างควรหาตัวอย่างข้างนอกเสริมด้วย
  • จุดอ่อนของการติว ถ้ามีคนที่เชี่ยวๆ 1 คน ส่วนที่เหลือไม่ได้เตรียมตัวอะไรมา ประโยชน์ของการติว แทนที่จะแลกเปลี่ยน Idea กลับกลายเป็นการป้อน ซึ่งถ้าคนป้อนเข้าใจผิดมันจะผิดกันทุกคน
  • มองกลับมาที่แล้วเอง
    • สำหรับผมเองช่วงนี้มี Project ใหม่เข้ามาครับ เป็นสิ่งที่ดี ได้ลองเอาวิชา Requirement Engineering เรียนไป ลองไป แต่ไม่รู้ว่าจะ Work หรือป่าวครับ 555 เพราะปกติผมเองมักอยู่ในช่วง Design ไปจนถึง MA มากกว่า ซึ่งเดี๋ยวปลายเทอม Project ใหม่จบลงพอดี พร้อมกับปิดเทอมครับ ถ้ามีเวลาผมลองเขียน Blog สรุปเพิ่มเติมครับ
    • ด้วยร่างกายตอนนี้ได้ได้รู้แล้วว่า ตัวเองรอดจากมะเร็งตับ แต่เป็นไขมันพอกตับครับ ตอนนี้ฟิตๆ ลดน้ำหนัก หาเวลาพักผ่อนเยอะๆ ไหนๆก็เขียนมาเยอะแล้วแปะน้ำหนักไว้ด้วยดีกว่า ตอนนี้ 75.9 kg
    • ช่วงที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีวันหยุดเหมือนเทอมที่แล้ว และยอมรับว่าตัวเองก็จัดเวลาได้ไม่ค่อยดีเหมือนกัน แบกหนังสือไปอ่าน แต่ก็ไม่ได้อ่าน

เขียนไปเขียนมา จาก Midterm เป็นการ Update ขีวิตไปด้วย สำหรับเทอมนี้ ถ้าไม่ติดอะไร คงมี ฺBlog สรุปปลายเทอมว่าเรียน SE มาในเทอมที 2 ในหลักสูตรของเทอมที่ 1 แต่ละวิชามันเป็นอย่างไรนะครับ

[CUSE] เปิดเทอมที่ 2

หลังจากหยุดยาวไปนานมาก เกือบ 3 เดือน ตอนนี้กลับเข้าสู่โหมดนิสิตอีกครั้งครับ สำหรับการเรียน ป โทในเทอมที่ 2 มีหลายสิ่งที่กังวลเหมือนกันนะ

  • กลัวว่าเข้ากับเพื่อนที่มาใหม่ ปี 60 ไม่ได้ เพราะตัวเองพูดน้อย
  • เทอมนี้ลงเรียนไป 5 วิชา ไม่รู้ว่าคิดถูก หรือผิดนะ แต่เสียดาย เพราะบางวิชากว่าจะเปิดอีกทีต้องรออีกปี เดี๋ยวปิดเทอมผมมารีวิวอีกทีว่าสิ่งที่ทำ มันถูก หรือผิดครับ
  • เริ่มเข้าสู่โรคอ้วน และค่า Enzyme ตับผิดปกติ ตอนนี้หมอสงสัยว่าเป็นไขมันฟอกตับ ช่วงนี้ก็เลยคุมอาหารเป็นหลักครับ หมอว่า “กินอดๆ อยากๆไปก่อน” สู้โว้ยยยยย
  • รู้สึกเฉื่อย ไม่แน่ใจว่าเพราะปิดเทอมนานไป หรือป่าวนะ

สำหรับเทอมนี้ น้ำหนักก่อนเรียน ไม่สิ น่าจะผ่านไป 1 week แล้ว 78.3 kg ครับ หวังว่าจนถึงปลายเทอม น้ำหนักจะลดลงอีกครับ (ช่วงปิดเทอมนี่ Peek มากๆ เคยพุ่งไป 81.9 kg)

ให้ Chula Mail ส่งต่อ E-mail เข้ามาที่ Gmail

เนื่องจากปัญหาหลายๆอย่าง อาทิ เช่น เมล์จุฬา มันมีเวลาเปิด/ปิดของ Server หรือ Set Sync เข้ากับ App Mail ในมือถือยาก ตอนนี้ผมเลยใช้วิชาให้ Chula Mail ส่งต่อ E-mail เข้ามาที่ Gmail สำหรับวิธีการ ดูตามขั้นตอนเลยครับ

  • เข้าระบบ Chula Mail  ก่อนครับ
  • จากนั้นไปที่ Option และเลือก Forwarded E-mail Address ครับ
  • ระบบพามาอีกหน้าจอนึงครับ โดยสามารถ
    • เพิ่ม E-mail – พิมพ์ในช่อง Forward Address จากนั้นกด Add to List
    • เอา E-mail ลบออกได้ครับ – เลือก Check box หน้าชื่อ E-mail แล้วกด Remove from List

  • จากนั้นรอครับ เดวพอถึงเวลาตัว ChulaForward เมล์นี้มาให้ตามเมล์ที่กำหนดไว้ครับ
  • ใน Gmail อาจจะหล่นไปอยู่ในส่วนของ Update ก็ได้ครับ

ใครที่ติดปัญหามาลองทำกันดูครับ ^____^

[CUSE] ผ่านไปแล้วหนึ่งเทอมสำหรับการเรียนปริญญาโท

วันนี้วันที่ 21 พ.ค. 2560 วันสุดท้ายของในการเรียน นำเสนอ ทำ Project ของเทอมที่ 1 แล้ว มาสรุปดีกว่า ผ่านไป 5 เดือน ได้ทำอะไรไปบ้างครับ เริ่มที่เรื่องการของการเรียนก่อนเลย สำรับการเรียนที่นี้ภาคนอก กับภาคใน เรียนเท่าๆกันครับ โดยสำหรับในเทอมนี้วิชาที่ผมลงทะเบียนไว้ 4 ตัว มีดังนี้

  • Software Design & Development (SDD)
    • สิ่งที่ควรรู้มาก่อน – แผนภาพ UML, พออ่าน Code รู้เรื่อง และเข้าใจ
    • สิ่งที่เรียน – เรียนจากภาพใหญ่ไปเล็ก โดยมีสิ่งที่สนใจ ดังนี้ครับ
      • Quality Attribute ที่มีผลกับการ Architecture ของระบบ จากนั้นมีดูกันว่า Architecture มีกี่แบบอันไหน เหมาะกับการอะไร
      • ลงลึกไปอีกนิด คือ ทำ Use Case Realization(ทำให้มันเป็นจริง) เพือที่ได้ ตอนนี้ เรารู้ว่าอะไรเป็น Boundary / Control หรือ Entity
      • มาสนใจ Entity และ โดยใช้ Analysis Pattern มาเสริม โดยดูจากชนิดของ Entity ว่า People / Places / Things หรือ Event และหา Pattern ที่เหมาะสม และเติมเต็มให้สมบูรณ์
      • เมื่อปรับปรุง Enity แล้วถัดมามองว่า Code จริง กับ Database ต้องเขียนอย่างไร
      • ตอนท้ายสุดนี้ลงมาที่ Level ที่ลึกสุด คือ ในระดับ Coding ที่เรารู้ถึง Bad Smell แล้วเราทำให้มันดีขึ้นอย่างไร Refactor จากนั้นดูว่ามีอะไรปัญหาเข้ากับรูปแบบของปัญหาไหม เอา Design Pattern มาใช้ได้ไหม และถ้ามันต้องใช้บ่อยมากๆ ทำเป็น Framework เลย
    • วิชานี้มีงานกลุ่มในลักษณะ Random ด้วยนะ ให้อ่านศึกษาบทความ แล้วนำเสนอ ซึ่งทำให้เรารู้จักกับคนหลายๆคน มากขึ้น
    • สำหรับวิชานี้มี Term Project โดยปีนี้ อาจารย์ให้ Requirement อย่างหยาบ ให้ทำระบบ Grader ชื่อ MyCodeVille โดยมี 4 System ย่อย ได้แก่ Assignment / Editor / Compiler และ Peer Review โดยให้แต่ละกลุ่มไปพูดคุยกันเองว่าเชื่อมกันอย่างไร ทำแล้วออกมาในทิศทางไหนครับ
    • Textbook –
  • Formal Verification (FV)
    • สิ่งที่ควรรู้มาก่อน – คณิตศาสตร์พื้นฐานครับ พวก Set, Domain-Range (เดี๋ยวคาบแรก อ มีทวนให้ครับ)
    • สิ่งที่เรียน – ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า Software ในการ Release แต่ละครับ นอกจากต้องผ่านการทดสอบ Testing แล้ว มีการทวนสอบ (Verificaltion) ซึ่งมีหลายแบบตั้งแต่การ Proof ทางคณิตศาสตร์ ไปจนถึงการทวนสอบจากแบบจำลอง (Model Checking) ทั้งฝั่ง Software และ Hardware ครับ โดยตอนเรียนเน้นอันหลักมากกว่า โดยมีแนวคิดของจากนักวิจัยหลายๆคนครับ เริ่มจาก FSM >> Moore , Morely >> Prepositional  Logic >> Temporal Logic >> Kripke >> Buchi >> Petri Net สำหรับในวิชานี้ผมยังมองว่าโลกอุตสาหกรรม หากใครทำ Formal Verification ระบบนั้นต้องสำคัญๆมาก มีผลกับชีวิต นอกจากว่ามีคนมาสร้าง Idea ในการทำมันง่ายขึ้นครับ โดย Tools สำหรับวิชานี้
      • Spin มาสร้าง Model โดยภาษา Promela (ตอนแรกเผมเข้าใจว่าชื่อโกเมร่า 555) ทวนสอบโดยการเขียน LTL
      • CPN Tools ให้ลองลากๆ ทำ Colours Petri Net
    • สำหรับวิชานี้มี Term Project ด้วยครับ อาจารย์มีโจทย์มาให้ ตอนนี้กำลังเผาอยู่ 5555
    • Textbook –
  • Software Metric (SM)
    • สิ่งที่ควรรู้มาก่อน – มีหลายตัวเลย เหมือนวิชานี้ หลักๆ เป็นเรื่องสถิติ และพวกแคลคูลลัส
    • สิ่งที่เรียน – ทำให้องค์ความรู้ต่างๆ ที่เรียนในสายของ Software Engineering มันสามารถวัดได้ ประเมินได้ เพื่อทำให้เราสามารถเข้าใจ และปรับปรุงได้ครับ เช่น ในวิชา SDD มีพูดว่า Coupling & Cohesion เป็นยังไง ลักษณะ Code ที่ควรเป็น แต่ในวิชานี้มันต้องมีวิธีการ อาจะมาแทนกราฟลงสูตรเพื่อให้มันออกเป็นตัวเลข และตีความได้ว่า ค่าCoupling เท่านี้ และค่า Cohesion เท่านั้นถึงดี หรือ ประเมินเวลาของโครงการแล้วตัวเลข Effort มันลอยมาได้อย่างไร วิชานี้มีที่มาครับ สำหรับวิชานี้สูตรเยอะครับ โดยอ้างอิงจากหลายๆ Paper มัดรวมใน Textbook เล่มเดียวนะครับ แต่เนื้อหาเยอะพอสมควรเลย สำหรับวิชานี้ ถ้าใช้ชีวิตจริงมันแฝงลงไปกับพวก Tools แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องมาวัดเอง หรือ คิดเองครับ อย่างตัว SonarQube มี Metric ที่เกี่ยวกับ Source Code เยอะครับ
    • วิชานี้มีนำเสนอบทความด้วย และทำ Term Project (อันนี้อาจารย์ไม่กำหนด Scope ของหัวข้อมานะครับ อ ให้คิดเองเลย)
    • Textbook- Software metrics : a rigorous and practical approach Second Edition (หนังสือเล่มนี้ถูกเก็บใน archive.org เป็นหนังสือมรดกของโลก มาหาเจอตอนใกล้สอบ Final) แต่อาจารย์ใช้เล่ม Third Edition นะครับ ลองไปหาๆดู
  • Software Process Engineering and Process Improvement (SPI)
    • สิ่งที่ควรรู้มาก่อน – ควรอยู่ในสายการทำ Software ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม (เรียนแล้วมี Inner มาจากภายใน ถ้าคุ้นเคยกับ Process ครับมาก่อน)
    • สิ่งที่เรียน – ทุกอย่างต้องดีมาจากภายในครับ ภายในที่นี้ หมายถึง ตัวกระบวนการ (Process) ที่เป็นขั้นอะไรอะไรบางอยางที่ทำให้เราได้ตามเป้าหมายครับ ซึ่งหากคนที่เคยทำงานจริงพบว่าหลายองค์กรมี Process แต่ทำไมของที่ออกมาถึงไม่ดีหละ การเรียนวิชาทำให้เราเข้าใจว่าการวางกระบวนการ(Process) นั้นสำคัญแค่ไหน  และมีผลกับองค์กรอย่างไร โดยในวิชาอิงกับมาตรฐานหลายตัวครับ
      • ISO12207 เพื่อให้ได้ Process Reference Model
      • ISO15504 เพื่อให้เรามี Assesment Framework ทำให้เรารู้ Capability และ Maturity ขององค์กร
      • ISO15939 / ISO 9126 อันนี้มันไปเสริมกับฝั่งของวิชา Software Metric ที่ต้องทำให้มันวัดแล้ว เพื่อที่นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานต่อได้
      • และ มาตรฐานอื่นๆ อีกหลายตัวครับ
    • วิชานี้มีนำเสนอบทความด้วย และทำ Term Project (อาจารย์ให้เลือกบริษัทของเพื่อนที่เรียนด้วยกันมา และมีวิเคราห์ว่ามีส่วนไหนควรวาง Process เพื่อทำให้มันดีขึ้น และดีขึ้นแล้ว เราต้องวัดมันได้ด้วย)
    • Textbook – มีหลายเล่มครับ แต่ผมคิดว่าชีทของอาจารย์ดีที่สุดแล้ว ถ้าไปอ่านมาตรฐานเองคงมืนๆ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง
  • หมายเหตุ: หากใครไปดูหลักสูตร มันเป็นวิชาของเทอม 2 นะครับ (พอดีผมเข้าเรียนตอนเทอม 2)

ถัดจากเรื่องเรียนไปแล้วเป็นเรื่องอาหารการกิน เนื่องจากเรียนนอกเวลาทางคณะมีทำอาหารของว่างมาให้ มาทางส่วน

  • ของว่างก่อน 99.99% เป็นขนมปัง (อยากกินอย่างอื่นบ้าง 555)
  • อาหารเที่ยงถ้าเป็นพวก เมนูยำ กับมัสมั่นไก่อร่อย ที่เหลือเฉยๆ แต่อยากให้เปลี่ยนแกงเขียวหวานลูกชิ้นเป็นแกงเขียวหวานไก่ (ความชอบส่วนตัว)
  • ที่นี่มีแก้วกระดาษ เอาไว้กดน้ำด้วยนะ (หลายๆที่ไม่ใช้แล้ว เปลี่ยนแก้วพลาสติกแทน)

หอสมุดคณะวิศวะ ตอนแรกคิดว่าจะไม่ได้เข้ามาใช้แล้ว 555 โดยแอร์ชั้นล่างหนาวมากกก / The Box ร้อนมาก และห้องประชุมกับโปรเจคเตอร์สุดล้ำ

This slideshow requires JavaScript.

ต่อไปเป็นเรื่องอื่นๆ ที่ได้เรียนรู้

  • รู้จักกับเพื่อนใหม่ในสายงานต่างๆ ครับ ^__^
  • การแบ่งเวลาเวลาในงานกลุ่มจัดเวลาดีๆ นะครับ มันมีจุด Critical แน่ๆ อย่างผมเองใช้วิธีเอา Course Syllibus ของแต่ละวิชามาวางเทียบชนกันครับ
  • กินข้าวกับเพื่อร่วมงานน้อยลง เพราะ เอาเวลาไปทำการบ้านแทน
  • เวลา vs เงิน
    • ก่อนเข้ามาเรียน ผมเป็นคนขี้งกครับ รอรถเมล์จนวินาทีสุดท้ายครับ อย่างตอนกลับบ้าน ถ้าจากที่ทำงาน ผมนั่ง 149 สายนี้ขึ้นชื่อเรื่อง การรอคอยอย่างยาวนานครับ ผมยอมรอรถประมาณ 1 ชม ผมดีใจมากถ้าได้ไป Site เพราะ รถเมล์ที่กลับบ้านได้มีเยอะกว่าครับ
    • หลังเรียน
      • Money Power ยอมนั่ง Taxi ยอมประหยัดเวลา
      • Stregnth Power ยอมเดิน เดินไปขึ้นป้ายรถเมล์ที่ไกลออกไป เพื่อให้มีโอกาสเจอรถเมล์ได้มากขึ้ย หรือยอมต่อรถครับ
  • หลุดจากความกลัวกับการเริ่มสิ่งใหม่
  • เรื่องนึงมันทำให้ฉุดคิดอีกเรื่องได้ เพื่อนที่ ป โท เคยถามว่ามีเรื่องที่ดีใจมากๆ กับเสียใจที่สุด หรือป่าว ซึ่วเราตอบว่าไม่มี อาจจะคงเราคิดมาก คิดเผื่อเตรียมใจในทั้งสองด้าน มันเลยทำให้ตัวผมเอง ดูไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นพิเศษ
  • รถเมล์สาย 507 คันสีฟ้าหมองหม่น กับคันสีเหลือง ต้นทางเดียวกัน ปลายทางเดือนกันราคาไม่เท่ากันนะ
  • อ๋อ และเรื่องน้ำหนักตอนนี้ 76.7 kg ถ้าเทียบกับ Blog ที่เขียนไว้ ก่อนเปิดเทอมครับ ขึ้นมา 3 ขีด

[CR] เครื่องบันทึกเสียง Sony ICD-UX560F

หลังๆมาผมพบว่าใช้วิธีการอัดเสียงเยอะมาก ตั้งแต่

  • ประชุมในบริษัท – ส่วนใหญ่ 3 วัน Code 2 วัน Meeting
  • เก็บ Requirement กับ ลูกค้า – จริงๆ จะเอาเป็นหลักฐานมัดตัวมากกว่า
  • เรียนป. โท
  • ไปงาน Event ต่างๆ – อย่าง CodeMania หรือ Agile Thailand เป็นต้น

พอดีช่วยปลายปี 2559 มีมหกรรม ช๊อปช่วยชาติ ไม่เกิน 15,000 บาท เพื่อเอาไปลดหย่อนภาษีครับ ผมเลยตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนจากเดิมที่ใหญ่ Tablet Samsung Galaxy Tab A มาเป็นเครื่องบันทึกเสียงครับ งบไม่เกิน 3,500 บาท สำหรับยี่ห้อที่สนใจของผมมี Sony กับ Olympus ครับ แต่พอไปดูจริงแล้ว Olympus แพงเกินงบไปเลย เลยเหลือ Sony ร่นที่มี 3 รุ่น ดังนี้

  • CD-BX140 CE (ราคา 1,990) – ปัญหา ไม่มี usb เวลาเอาไฟล์เข้าคอมนี่ต้องใช้ท่ายากครับ เอาสายไมค์ มาต่อเข้าคอม แล้วให้คอมมันอัดจากเครื่องมาอีกที ถ้าอัดไว้ 2 ชั่วโมง แล้วโอนไฟล์มาที่คอมต้องรออีก 2 ชั่วโมง
  • ICD-PX470 (ราคา 2,990) – มี usb แต่ยังต้องใช้ ถ่าย AA อยู่
  • ICD-UX560F (ราคา 3,990 บาท ลดราคาไป 650 เหลือ 3,340 บาท) มี usb ชาร์จไฟได้ เพิ่มเติม MicroSD Card ได้ หากพื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอครับ และเป็น Music Player ใช้ฟังเพลงได้

สำหรับผม เลือกตัว ICD-UX560F ราคา 3,340 บาท ครับ มองว่าเป็นของชวัญจาก Sanda

กล่องดูดีกว่านี้ครับ แต่ผมใช้ไปสักพักแล้วนึงขึ้นได้ว่าเอามา Review ดีกว่า
กล่องดูดีกว่านี้ครับ แต่ผมใช้ไปสักพักแล้วนึงขึ้นได้ว่าเอามา Review ดีกว่า
  • พอแกะกล่องมาพอคู่มือครับ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่อ่าน เพราะมันยัดมาเยอะมาครับ และได้สอบถามวิการใช้จากพนักงานมาพอสมควรเลย
  • ลองเอาเครื่องอัดเสียงเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ เปิดเข้ามาดูมีโพลเดอร์ที่เตรียมามาจากโปรแกรมไว้แล้วครับ มี Folder ที่สำคัญ

    • FOR_Windows – โปรแกรม Sound Organizer ครับ
    • MUSIC – เก็บพวกเพลงครับ
    • REC_FILE – เก็บไฟล์เสียงที่อัดไว้ครับ
  • โปรแกรม  Sound Organizer อันนี้ผมไม่ค่อยได้ใช้เยอะครับ ปกติเอาไฟล์ดิบๆ นี่แหละไปใช้งานต่อเลย แต่ถ้าใช้ มันจะมี Feature ที่สัมพันธ์กับเครื่องครับ เช่น ตัว T-Mark เพื่อทำ track marks (เน้นส่วนที่สำคัญ) พอเอามาเปิดผ่านโปรแกรมมันจะดึงออกมาได้เลย หรือเป็นการ Write CD/DVD ครับ สำหรับใครที่ยังไม่ลองมาดูวิธีการลงก่อนได้ครับ

    This slideshow requires JavaScript.

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ตอนนี้มาถึง 2017-05-05 แล้ว มารีวิวดีกว่าครับ ว่าใช้ไปแล้ว เป็นยังไงบ้าง สำหรับผมเครื่องอัดมันดีกว่าครับ โดยลองมาดูข้อสังเกตุ แต่ละข้อกันครับ

  • เป็นห้อง Lecture ครับ เก็บเสียงได้ดี แม้ว่า ผู้พูดไม่ได้ใช้ไมค์ แต่ต้องเลือกฉาก(Scene) ให้ถูกด้วยนะครับ เคยกดฉาก(Scene) ผิดไปการสัมภาษณ์ เสียงของเพื่อนข้างๆเข้าไมค์หลักแทน 555
  • ถ้าอัดระยะใกล้ หรือ มีเสียงไมค์ชัดเจน พวก Tablet มือถือ หรือ เครื่องอัดเสียงพอๆกันนะครับ
  • ถ้าอัดทั่วไปไปกำหนดเป็น format mp3 พอครับ เอาความละเอียด 128 kbps หรือ 192 kbps ก็เพียงพอแล้วครับ ถ้าใช้ Format อื่น พื้นที่จะไม่พอได้ครับ
  • ส่วน Feature ฟังเพลง อันนี้ ผมว่าไม่ Work เพราะเครื่องไม่สะดวกกับการใช้งาน และตัวลำโพงที่ไม่ค่อยเหมาะ เครื่องนี้เหมาะสำหรับฟัง และอัดเสียง
  • มีคู่มือแบบ Online ด้วย มีอะไรค่อยถาม Google เอา 555

[MyCourseVille] Assignment-ส่งการบ้าน

มาจด Note ไว้นิดนึง หลังจาก Blog ก่อน มีการเกริ่นนำตัว MyCourseVille ไปนิดหน่อย คราวนี้มาอัพ Blog สรุปไว้ก่อน เพราะ ารส่งการบ้าน ตอนแรกเข้าไปไม่มีช่องให้ส่งตามรูปเลย 5555

เพิ่งมารู้กันภายหลังทั้ง Sec ว่า เราต้องสร้าง Group ก่อนนะ จึงสามารถ Upload ไฟล์ส่งอาจารย์ได้ครับ

Blog นี้ดองมานานเกิ้นน จนมาเคลียร์ Desktop เลยเอามาเขียน หุหุ

[CUSE] Discussion Paper ครั้งแรก

Blog นี้เป็น Blog ที่ดองมานานเกือบเดือนครับ เพราะจำได้ว่ารุ่งขึ้นมีสอบครับ ระหว่างอ่านทบทวนก็เริ่มเบื่อเลยมาเขียน Blog ดองไว้ครับ สำหรับการนำเสนอ Paper ครั้งนี้เป็นของวิชา Software Metrics ครับ โดยตัว Paper ที่กลุ่มผมนำเสนอชื่อว่า Applying Metrics to Identify and Monitor Technical Debt Items during Software Evolution

ใน Paper นี้เป็นการบอกว่าเมื่อ Software มีการวิวัฒนาการขึ้นไปเนี่ย ถ้าเรามีการจัดการมันไม่ดี ทั้งด้าน Requirement Resource และเวลา ส่งผลให้ระหว่างที่ Software มันสร้างมูลค่าให้องค์กร ตัวมันเองยังแอบสะสมหนี้เสียด้วย โดยคุณ Ward Cunningham ได้นิยามคำขึ้นเพื่อเรียกว่า Technical Debt ครับ ในตัว Paper พยายามนำ Software Metrics มาแสดงความสัมพันธ์กับตัว Technical Debt ครับ โดย Metrics ที่เอามาอ้างถึงมีดังนี้

  • Couplings Metric
    • Afferent Couplings (AC) – วัดจำนวน object อื่นๆ ที่มาใช้งาน object หนึ่ง เช่น A, B, C มาใช้งาน C แสดงว่าค่า Afferent coupling = 3
    • Efferent Couplings (EC) –  วัดจำนวน object อื่นๆ ที่ถูกใช้งานจาก object หนึ่ง เช่น A, B ถูกใช้งานจาก C แสดงว่าค่า Efferent coupling = 2
  • Object Oriented Metric
    • Depth of Inheritance Tree (DIT): provides the position of the class in the inheritance tree. A class situated too deeply in the inheritance tree will be relatively complex to develop, test and maintain. Thus, it is useful to know and regulate this depth;
    • Lack of Cohesion in Methods (LCOM):
      • number of unconnected method pairs in a class representing independent parts with low cohesion;
      • Metric นี้วัดจํานวนของเมท็อดที่มีการเรียกใช้ตัวแปร ที่มีการประกาศไว้ภายในคลาส ดังสูตรต่อไปนี้  ซึ่งถ้าจํานวนของ Method มีการเรียกใชตัวแปรที่ประกาศไวภายในคลาสมากจะเกิด Low Cohesion แต่จะมีความซับซ้อนมาก ถ้าจํานวนของเมท็อด มีการเรียกใช้ตัวแปรที่ประกาศไว้ ภายในคลาสน้อย จะเกิด High Cohesion แต่จะมีความซับซ้อนน้อย
      • *** ที่ดี High Cohesion &; Low Coupling
      • สอดคล้องกันของ object นั้นๆ นั่นคือใน object นั้นๆ จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบเดียวกัน ทำให้เราสามารถแยก module ของ code ได้ง่าย
    • Number of children – number of direct and indirect descendent classes of a class;
  • Cyclomatic complexity (CC):  –ซับซ้อนของ class และ method โดยพื้นฐานจะนับความซับซ้อนของ method  มีน้อยๆ ดี เพราะ ตัว UnitTest จะน้อยตาม
  • Code duplication:
    • set of metrics composed of
      • Duplicated Lines (number of physical lines touched by duplication),
      • Duplicated Blocks (number of duplicated blocks participating in duplication),
      • Duplicated Files (number of files containing duplicated lines or blocks)
      • Density of duplicated lines, where Density = (DuplicatedLines/PhysicalLines)*100;
    • เป็น Type หนึ่งของ Code Smell
  • Documentation related measures:
    • they are used to assess the level of the code documentation. The main example is the number of comment lines in the code
    • Metric ย่อยๆ
      • Number comment of line
      • Non-Comment Lines of Code
      • Public Undocument Classs, Methods and Variable

หลังจากนำเสนอไปทางอาจารย์ได้มีการ Comment ครับ โดย Paper ตัวนี้เป็นงานแบบ Workshop (งานวิจัยที่ยังไม่เสร็จ ยังไม่ได้ทฤษฎีออกมา เป็นกการเขียน Paper เพื่อจุดประกายให้นักวิจัยท่านอื่นๆ มาต่อยอดครับ) แต่ทำให้ตัวผมเห็นภาพของการทำวิจัยมากขึ้นครับ

หมายเหตุ ภาพ Feature ผมไม่ได้ทำเองนะครับ ต้องขอบคุณเพื่อนเซียนที่ทำครับ ^___^